ปุตราจายา

บทเรียนที่ไม่มีวันลืม ณ ปุตราจายา

ณ มัสยิดปุตรา เมืองใหม่ของมาเลเซีย

รอรถเมล์ที่ป้ายหน้า information center เพื่อกลับไปที่ท่ารถ เอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่ล็อคเกอร์ แล้วก็จะได้ตรงไปสนามบิน กลับบ้านซะที

ที่ป้ายรถเมล์ ก็มีคนนั่งรอเหมือนกันนะ  รอไปรอมา รถก็ยังไม่มาซักที  30 นาทีแล้ว ยังไม่มีรถเมล์ผ่านซักคัน  เลยเข้าไปถาม Information ได้ความว่า

ป้ายนี้เค้าก็ไม่แน่ใจนะ ว่ามีรถผ่านหรือป่าว (อ้าว…มีไม่แน่ใจด้วยหรอ) แต่ถ้าเดินไปอีก 8 นาที ไปทางหลังตึกทำเนียบนั่น ก็จะมีป้ายรถเมล์


ในความคิดตอนนั้นคือ เหลือเชื่อนะที่ศูนย์กลางปุตราจายา ไม่มีรถเมล์วิ่งผ่าน  รู้สึกเหมือนอนุสาวรีย์ไม่มีรถเมล์ทำนองนั้น  มันจะเป็นไปได้ไง นักท่องเที่ยวทุกคนที่มามาเลเซียยังไงก็ต้องแวะที่นี่ มันก็น่าจะมีขนส่งที่สะดวกสิ ลงป้ายถึงมิสยิดเลย ขึ้นป้ายหน้ามัสยิดเลย อะไรทำนองนี้


เราก็ตกใจว่า เดินไป 8 นาที ก็ไกลเหมือนกันนะ (ตอนนั้นไม่รู้คิดยังไง ทำไมรู้สึกว่า 8 นาทีมันไกลนะ)

เราเปิด google map ดู ก็เห็นมีรถสายรถเมล์วิ่งผ่าน มีป้ายรถเมล์นะ ตรงนี้แหล่ะ หน้า information center เลย

สถานที่จริงก็เห็นมีป้ายติดอยู่ เป็นป้ายรถเมล์ชัวร์ๆ  มีคนนั่งรอกันด้วยนะ  รู้สึกสับสนมากๆ


putrajaya-station
ภาพนี้ information center อยู่ติดกับ Musjid Putra แต่จุดน้ำเงินคือป้ายรถเมล์ที่เขาแนะนำให้เราไป

นั่งรอดูสถานการณ์พักนึง  เอาไงดี พวกที่นั่งรออยู่นี่เขามานั่งเล่นกันรึไง  แต่ก็ตัดสินใจลองเดินไปตามที่เขาบอก เดินๆๆ ถนนก็ใหญ่โต ข้ามก็ยาก ไม่มีคนเดินกันเลย

ขึ้นบันได เจอแต่ป่า ต้นไม้  เดินๆ ร้างผู้คน อาจจะด้วยความดื้อ และไม่เชื่อ ว่าจะไม่มีรถเมล์ผ่านตรงนั้นจริงๆหรอ เป็นไปได้ไง


เมฆเริ่มครึ้ม ลมดั่งพายุพัดสาดหน้าเข้ามา ตัวเกือบปลิว  มองไม่เห็นอะไรที่เรียกว่าป้ายรถเมล์ แม้แต่กลุ่มคนที่น่าจะมีบ้าง ก็ไม่มีเลย  อะไรกัน

ความรู้สึกตอนนั้นมันเหมือนไม่มั่นใจ เคว้งคว้าง เดินไปก็บ่นไป จะมีจริงหรอ  จะเดินอีกไกลมั้ย เราเดินกลับไปรอที่เดิมเหอะ.. ยังไงตรงนั้นก็มีป้ายรถเมล์ เดี๋ยวรถเมล์มาแล้วจะพลาดนะ  ฝนก็กำลังจะตก  เดินต่อไปจะมีที่หลบฝนหรอ  เกิดฟ้าผ่าทำยังไง…บ่นๆๆๆ


เหมือนเวลาผ่านไปนานมาก  แต่จริงๆแค่ไม่กี่นาที  ไม่เห็นวี่แววของคนรอรถเมล์ และที่ที่น่าจะเป็นป้ายรถเมล์  จะด้วยความโง่ก็ได้ พวกเราหันหลังเดินกลับไปที่เดิม เพื่อหลบฝนที่กำลังจะตก

ฝนเริ่มซัดแรง มีคนมาหลบฝนใน Information center กันหลายคน พอฝนเริ่มซาลง แต่ก็ไม่มีทีท่าจะหยุด

เวลานั้นมองเวลาที่มือถือ เป็นเวลา 18.00 น. เฮ้ย…เดี๋ยวนะ เวลานี้มันเวลาที่เราปรับรึยัง? (มาเลเซียปรับเวลาเร็วกว่าไทย 1 ชม.) ด้วยความลนลาน สมองตื้อไปชั่วขณะ รู้สึกใจหาย เพราะตามกำหนดการณ์เรา ต้องออกจากที่นี่ตอน 6 โมงเย็น


เลยเข้าไปถามเวลาที่ Information ใจเต้นตึกตักว่าเราดูเวลากันผิดหรอเนี่ย จริงๆนี่มันกี่โมงกันแน่ ท้องฟ้าก็มืดครึ้มมากๆแล้ว  พอเขาบอกเวลา 18.10 น. มาค่อยโล่งอกไปหน่อย

แต่ปัญหายังไม่หมด เพราะการเดินทางจากที่นี่ไปสนามบิน ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1.30 ชั่วโมง

แล้วยังต้องเผื่อเวลาอื่นๆอีก แปลว่าเราเหลือเวลาจนถึงเครื่องออกอีกแค่ 2.50 ชั่วโมง จริงๆแค่ 2 ชั่วโมง เพราะเครื่องบินไม่ใช่รถเมล์ ต้องเช็คอิน ต้องไปก่อนเวลาเครื่องออกอีก


ฝนยังตกไม่หยุด และเริ่มมีพายุห่าฝนระลอกใหม่แล้วด้วย…ไม่เคยจิตตกขนาดนี้เลย

พอดีคนข้างๆ ก็ถาม information เกี่ยวกับรถเมล์เหมือนกัน  แต่เขาก็บอกเหมือนเดิมว่าเดินไปตรงนู้นแน่ะ 8 นาที

เราก็เลยชวน 2 คนนั้นว่า เรามาแชร์ค่าแท็กซี่กันมั้ย  เขาก็โอเค แต่พอเดินออกไปหาแท็กซี่ กลับไม่มีแท็กซี่ซักคัน ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้  ตะโกนถาม “แท๊กซิๆ” อยู่หลายคัน  แต่ตอนนี้ไม่มีเลยซักคัน


เอายังไงดี เดินๆไปก่อนละกัน เดินไปเรื่อยๆ เดินไปหลังทำเนียบ  ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันจะไกลแค่ไหน เพราะก่อนหน้านี้พวกเราเดินกันมานิดนึงแล้ว  แต่ก็ไม่เห็นวี่แววที่น่าจะมีป้ายรถเมล์เลย

เรา 4 คน (พวกเรา 2 คน ผู้ร่วมชะตากรรมอีก 2 คน) เดินฝ่าพายุ…ย้ำนะว่า “พายุ”  เดินไปก็เหลียวหลังไป มองดูเผื่อจะมีรถเมล์ หรือแท๊กซี่มาบ้าง

ลองนึกภาพดูนะ…  ลานโล่งกว้าง ไม่มีผู้คนเดินเลย  นอกจากพวกเรา 4 คน ถือร่มคนละคัน (ยังดีที่เตรียมร่มมา) แต่พายุซัด(เปียกอยู่ดี)  รองเท้าชุ่มไปด้วยน้ำขัง  หัวใจเต้นแรง  สีหน้ากระวนกระวาย  สับสน แต่พยายามทำใจแข็ง

ฟ้าร้องฮึมๆ มืด พายุ ฝนเม็ดใหญ่ๆ  รถบนถนนยังมีวิ่งอยู่ แต่ไม่คนเดินเลย   เราเดินไป 2 ก้าว  ก็เหลียวหลังทีนึง  เดินอีก 3 ก้าว  ก็เหลียวหลังอีกที เพียงหวังว่าจะมีรถเมล์  หรือแท๊กซี่ซักคัน


ทำแบบนั้นอยู่ประมาณ 300 เมตร (แค่ 300 เมตร ทำไมตอนนั้นมันรู้สึกเหมือนเป็นกิโลเลย) พวกเราเริ่มหมดหวังกับรถเมล์แน่ๆแล้ว  เลยมองแต่รถแท๊กซี่

ตอนนี้เดินขึ้นบันได แต่ละก้าวที่เดิน มันเหมือนยาวนานมาก  เดินไปกลัวไป  กลัวไปขึ้นเครื่องไม่ทัน กลัวเสียค่าเครื่องบิน กลัวคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง กลัวรถชน กลัวฟ้าผ่า กลัวทุกอย่าก

จนความบ้าเสียสติมาจากไหนไม่รู้  เห็นรถยนต์วิ่งมา เลยเอามือโบก Help me! Help me!  แต่ก็ไม่มีใครจอด  ตอนนั้นไม่รู้จัก Hitchhiking เลยโบกแบบโบกรถเมล์เลย 555+


เดินไปเรื่อยๆ ในหัวก็คิดไปเรื่อย  1 วินาที เหมือน 1 นาที เวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้ว ไม่รู้เลย รู้สึกแต่ว่ามันนานมาก เหมือนเดินอยู่ในป่า

โพล่งขึ้นมาหลายทีว่า จะไปจริงๆหรอ มันน่าจะไกลนะ ฝนก็ตกหนัก เกิดฟ้าผ่าขึ้นมา จะทำยังไง คนที่บ้านจะรู้มั้ย ว่ามาเป็นอะไรอยู่ต่างบ้านต่างเมือง เพราะตอนมาก็ไม่ได้บอกใคร เห็นว่ามาแป๊บเดียว ไม่กี่วัน

แต่สามีก็บอกว่า มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ต้องเดินหน้าอย่างเดียว รอฝนหยุดก็ไม่รู้เมื่อไหร่ คงไม่ทันขึ้นเครื่องแน่ๆ


เดินขึ้นบันได ผ่านเนินข้างทำเนียบที่เคยตัดใจเมื่อกี้  เดินต่อไปเจอซุ้มร้านค้า เข้าไปถามทาง เขาว่าเดินไปอีก 5 นาที ความรู้สึกตอนนั้น 5 นาทีมันนานมากนะ 5นาทีเลยหรอ จะไปสร้างป้ายรถเมล์ตั้งไกลทำไมเนี่ยะ

พอนึกย้อนกลับไปมอง หรือคนอ่านอาจเห็นว่า ก็แค่ 5 นาที ก็เดินๆไปตามที่เขาบอกก็สิ้นเรื่อง หรือเดินจาก information 8 นาที ก็ถึงป้ายรถเมล์แล้ว ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ไปทำไม จะกลัวอะไรนักหนา


แต่ความคิดตอนนั้น สถานการณ์ตอนนั้น มันเหมือนเดินในถ้ำที่มืด มองไม่เห็นอะไรเลย  มีคนบอกว่าเดินตรงไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึงเอง  แต่มองไม่เห็นแสงทางออกเลยนะ  เดินตั้งนานแล้วก็ยังมืดอยู่เลยนะ  ถ้าต้องเดินถึงแก่จะทำยังไง (คิดไปนั่นเลย)

bus-stop-putrajaya


ความสำเร็จอยู่แค่เอื้อม แต่มองไม่เห็น

มีนิทานเรื่องหนึ่ง ที่เคยได้ยินเมื่อหลายปีก่อน เขาเล่าว่า  มีคนบอกว่าถ้าว่ายน้ำจากฝั่งนี้ ไปฝั่งนั้น ว่ายตรงไปเรื่อยๆ จะเจอขุมสมบัติมหาศาล

แต่ในทะเลมีหมอกปกคลุมทั่วไปหมด แม้แต่หน้าคนข้างๆ ยังมองไม่เห็น มือตัวเองก็แทบจะกลืนไปกลับสายหมอก น้ำทะเลก็มีอะไรไม่รู้พันยั้วเยี้ยที่ขา อาจจะเป็นสาหร่าย ต้นไม้ทะเล ปลา เม่น หรืออาจจะมีฉลาม!

ว่ายไปคิดไป กลัวไป กังวลไป ไม่มั่นใจไป ไม่ถึงซักที ตัดสินใจย้อนกลับดีกว่า  ทั้งๆที่อีกแค่ 1 ช่วงตัวก็ถึงฝั่งแล้ว


สถานการณ์นี้ทำให้เราได้อุทาหรณ์ว่า…

อย่าเชื่อ google map อย่าเชื่อสิ่งที่คิดว่ารู้มาก่อน  อย่าเชื่อแผนที่ จงใช้ปากให้มากที่สุด  และมีสติ

ทันใดนั้นเอง เห็นกลุ่มคนตะคุ่มๆ น่าจะเป็นป้ายรถเมล์แน่ๆ  รีบเดินเร็วขึ้น (วิ่งไม่ได้ เพราะมีน้ำขังเยอะ) เห็นป้ายรถเมล์ ดีใจเหมือนเห็นแสงสว่าง  รอไม่นานก็มีรถเมล์มาจอด

ขึ้นไปถาม 3 คัน ไม่มีคันไหนไปท่ารถเลย รอถึงคันที่ 4 เขาก็กวักมือให้ขึ้นไป เฮ้อ…เรารอดแล้ว


รถวนไปแหล่งคอนโด วังสุลต่าน ห้าง บ้าน ไม่รู้แล้วว่าไปไหน เขาว่าผ่านก็โอเค นั่งนานมาก หนาวก็หนาว เพราะตัวเปียก รองเท้าผ้าใบแฉะไปหมด ฝนก็ยังไม่หยุดตก

นั่งมองวิวภายนอกไป ก็ลุ้นไปว่าจะทันมั้ยน้า เห็นป้ายรถเมล์ที่หนึ่ง คุ้นมาก เอ๊ะ…นี่มันป้ายที่เราขึ้นนี่ อีก 2 คนที่เป็นเพื่อนร่วมหลงด้วย ก็หันมาว่า นี่มันป้ายที่เราขึ้นใช่มั้ย

ไม่ผิดแน่  (คิดในใจ ขอบคุณทั้งน้ำตา พี่โชเฟ่ออุตส่าห์พาเที่ยวชมเมือง ขอบคุณนะ ฮือๆๆ)

จากนั้น ก็เลี้ยวไปอีกทาง จนมาถึงท่ารถจนได้ สรุปใช้เวลาเริ่มตั้งแต่นั่งรถ ถึงท่ารถ ประมาณ 30 นาที แต่รู้สึกนานนับชั่วโมงทีเดียว

สุดท้ายก็ไปถึงที่เกทแบบเฉียดฉิวสุดๆ แต่…เครื่องบินดีเลย์ค่ะ บร๊ะเจ้า…ให้ลุ้นอยู่ตั้งนาน ถ้าเป็นโรคหัวใจนี่ หัวใจวายไปแล้วนะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.