เที่ยวยุโรป SS1 D23 เที่ยว Melk – St. Polten

เที่ยวยุโรป Season1 Day23 เที่ยว Melk – St. Polten

เช้าวันนี้พวกเราออกจาก Obertraun ที่พักที่ใกล้ Hallstatt ที่สุด  และจะออกเดินทางไกลไปที่ Melk  ด้วยการต่อรถไฟถึง 5 ต่อ จากนั้น ก็แวะเที่ยว St. Polten ซักหน่อย แล้วค่อยกลับมาค้างที่ Melk กัน 1 คืนค่ะ


 

ตรวจสอบเส้นทางไป Melk

เข้าเวปนี้ค่ะ http://fahrplan.oebb.at/  ใส่ต้นสาย ปลายทาง แล้วก็กด Search เพียงแค่นี้ ก็มีเส้นทางให้เราเลือกมากมายแล้วค่ะ

สำหรับการต่อรถไฟในระยะเวลาน้อยๆ เช่น 5 นาที ก็ไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะมันเดินถึงกันได้ภายใน 2 นาทีเท่านั้นเอง (ถ้าไม่ดีเลย์ หรือประท้วงนะ)


 

Einfach-Rach-Ticket
Einfach-Rach-Ticket

ใช้ Einfach-Rach-Ticket

พวกเราเลือกใช้ Einfach-Rach-Ticket สำหรับ 2 คน ราคา 33 ยูโร เงื่อนไขคล้ายๆ Bavaria ticket แต่  Einfach-Rach-Ticket จะเพิ่มทีละ 4 ยูโรทุกๆ 1 คน ได้สูงสุด 5 คน

ใช้ได้เฉพาะรถไฟช้าระยะไกลเท่านั้น  ใช้กับบัสไม่ได้นะคะ

ใช้ไปถึง Vienna ได้ค่ะ แต่ใช้รถไฟในเมือง ใต้ดิน บนดินที่วิ่งภายในเมืองไม่ได้นะคะ

เวลาซื้อตั๋ว จะมีให้เลือก จำนวนคน และจำนวนใบ

ถ้าเราเลือก 2 คน  ก็ต้องเลือก 1 ใบนะ (ไม่ใช่2ใบ)

ส่วนราคา 1 คนไม่มีค่ะ (ราคาเริ่มที่ 2 คน)

เที่ยวเยอรมัน-381
Einfach-Raus-Ticket

ส่วนเวลา Search เส้นทาง ก็อย่าลืมเลือก Einfach-Raus-Ticket ด้วยนะคะ  มันจะได้ขึ้นสายรถไฟที่ใช้กับตั๋วนี้ได้แน่ๆค่ะ

 

เที่ยวเยอรมัน-382
เส้นทางรถไฟที่พวกเราต้องเปลี่ยนสายถึง 5 ต่อ จาก Obertraun ไป Melk

เส้นทางการเดินทางของเราในวันนี้ค่อนข้างจะยาวไกล และเปลี่ยนรถไฟบ่อยถึง 5 สาย (มือใหม่ เลยเลือกแบบเปลี่ยนสายนานหน่อย)

เริ่มต้นที่ Obertraun 9โมงเช้า ไปถึง Melk บ่ายสองกว่าๆ

ต่อที่1  Obertraun –> Attnang-Puchheim

 Attnang-Puchheim ไป Linz
ณ สถานี Attnang-Puchheim กำลังจะไป Linz

ต่อที่2   Attnang-Puchheim –> Linz

 Attnang-Puchheim
ณ สถานี Attnang-Puchheim เห็นมีซ่อมบันไดเลื่อน กั้นซะอย่างดีเลย

 

 Attnang-Puchheim ไป Linz
ณ สถานี Attnang-Puchheim กำลังขึ้นรถไฟไป Linz

ที่เอารูปนี้ให้ดูเพราะว่า จะมีป้ายกระดาษติดที่ประตูเขียนว่า Linz Hbf ด้วยนะ  เพราะตู้อื่นก็เป็นเมืองอื่น แต่เป็นรถไฟขบวนเดียวกัน เป็นไปได้ว่าจะแยกขบวนทีหลัง  เวลาขึ้นก็อย่าลืมสังเกตุป้ายกระดาษนี้ด้วยนะคะ

Linz Hbf
ถึงแล้ว Linz Hbf

ต่อที่3   Linz – St. Valentin

รอบนี้ในตารางเวลาไม่ได้บอกนะคะว่าเราต้องไปขึ้นที่ Platform ไหนต่อ บอกแค่เวลาที่รถไฟจะมาถึง แล้วเราจะทำยังไงดีล่ะ ไม่รู้ชานชาลา

Linz Hbf
ต้องมาดูที่จออันนี้ค่ะ

ในเมื่อไม่รู้ว่าต้องไปขึ้นรถไฟที่ชานชาลาไหนต่อ ก็ต้องเดินหาค่ะ  ก็มาเจอจอนี้ แต่เวลาเราจะดูว่าเราต้องขึ้นคันไหนที่ไหน เราต้องรู้ปลายทางก่อนนะคะ ว่า Richtung (direction) อะไร

อย่างกรณีของเรา เราจะไป St. Valentin ใช่มั้ยคะ  แต่ St. Valentin มันไม่ใช่ปลายทางของรถไฟ มันเป็นแค่ทางผ่าน ฉะนั้นเราต้องไปดูในตารางเวลาที่เราปริ๊นท์มาจากตู้ขายตั๋ว หรือดูจากเวปค้นหาสายรถไฟก็ได้ค่ะ ว่าปลายทางของรถไฟคันนี้มันไปสุดที่ไหน

กรอบสีแดงนั่นคือรอบรถไฟที่พวกเราต้องขึ้นนะคะ ก็ไล่ไปดูว่าต้องไปขึ้นที่ชานชาลาอะไร

อ่านๆดูแล้วมันก็เหมือนจะงงๆหรือเปล่านะ  แต่เอาเข้าจริงแล้วมันก็ไม่ได้ยากค่ะ อย่างน้อยก็ง่ายกว่าญี่ปุ่นล่ะค่ะ

ป้ายตารางเวลารถไฟ Linz
ป้ายตารางเวลารถไฟที่ Linz

หรือไม่ก็มาดูที่ป้ายกระดาษแบบนี้ก็ได้ค่ะ มีทุกสถานี ดูไล่ไปตามเวลาได้  ลองไปยืนดูๆซักพักก็จะเข้าใจเองค่ะ

Linz
หน้าสถานีรถไฟ Linz Hbf

มีเวลาเหลือเยอะค่ะ เลยออกมาสำรวจข้างนอกซักหน่อย

Linz Hbf
ปริ๊นท์ตารางเวลารถไฟได้ที่ตู้ซื้อตั๋วได้เลยค่ะ (ปริ๊นท์ฟรี)

 

Linz Hbf
Linz Hbf

ทางไปชานชาลาต่างๆก็ไม่ยากค่ะ ไม่ซับซ้อน มีเบอร์เรียงกัน บางจุดก็มีลิฟท์ แต่บางจุดก็ไม่มี แต่ส่วนใหญ่จะมีค่ะ

 

Linz Hbf
ที่สถานีใหญ่ๆอย่าง Linz Hbf รถไฟมาจอดรอนานเลยค่ะ ไม่ต้องรีบวิ่งนะ มันก็ออกตามเวลานั่นแหล่ะ

 

St. Valentin
มาถึงแล้วค่ะ St. Valentin  ไม่บอกอีกแล้วค่ะว่าจะให้ไปต่อที่ชานชาลาไหน ก็มาดูป้ายตรงนี้ค่ะ

ต่อที่4   St. Valentin  –> Amstetten

St. Valentin
ณ สถานี St. Valentin คนหายไปไหนกันหมด วังเวงยังไงไม่รู้

 

St. Valentin
หน้าสถานี St. Valentin

 

St. Valentin
ออกมาสำรวจเมือง St. Valentin ซักหน่อยค่ะ

 

Amstetten
ถึง Amstetten แล้วค่ะ

ต่อที่5  Amstetten  –> Melk

จาก Amstetten ไป Melk
รถไปต่อสุดท้าย จาก Amstetten ไป Melk

 

Melk hbf
Melk hbf

และในที่สุดพวกเราก็มาถึงกันซะที “เมือง Melk”  ตึกเหลี่ยมๆสองชั้นสีเหลืองนั่นคือ Melk Hbf นะคะ ถ้ามองไปทางขวาของรูป ก็จะเป็น Melk Abbey

Melk Abbey
ถ่ายจากหน้า Melk hbf จะเห็นยอดของ Melk Abbey อยู่ลิบๆค่ะ

 

สถานีรถบัส Melk
สถานีรถบัส Melk อยู่ทางขวา ติดๆกับสถานีรถไฟ

 

Melk Abbey
ถ้าเดินจากสถานี ตรงไปเรื่อยๆก็จะเห็น Melk Abbey ใหญ่ๆแบบนี้แล้วค่ะ

 

Supermarkets
Supermarkets หลายยี่ห้อเลยค่ะ อยู่ในที่เดียวกัน ช้อปกันทั้งวันก็ไม่พอ 555+ แวะซื้อเสบียงก่อนเข้าที่พักค่ะ

 


 

เรามาทำอะไรกันที่ Melk

ทีแรกตั้งใจจะล่องเรือแม่น้ำดานูป ไป Krems ค่ะ แต่เห็นพยากรณ์แล้ว ฝนตกแน่ๆพรุ่งนี้ ก็เลยยกเลิกไป ประกอบกับความงกทั้งเงิน และเวลา เพราะราคาล่องเรือก็สูงใช้ได้ แถมยังต้องใช้เวลาไปกลับคือทั้งวันอ่ะ  พวกเราก็เลยยกเลิก ไม่ล่องเรือ แต่จะนั่งบัสแทน

สำหรับวันนี้ พวกเราไม่ได้เที่ยวอะไรเป็นเรื่องเป็นราวนะคะ แค่เดินชมเมือง ซึ่งมี Melk Abbey เป็นสถานที่หลัก  ส่วนตัวเมืองไม่ใหญ่มาก เดินไม่ถึงชั่วโมงก็หมดแล้วค่ะ

นอกจากนี้ พวกเรายังโลภมากไป St. Polten ที่เป็นเมืองข้างๆ Melk ด้วย แต่ต้องนั่งรถไฟไปอีกนิดนึง  ไหนๆก็ซื้อ Einfach-Raus-Ticket มาแล้ว ก็ใช้ให้คุ้ม

St. Polten  ใช้เวลาเดินในเมือง ไม่เกิน 1 ชม. ค่ะ  แต่ก็ไม่ผิดหวังค่ะ St. Polten เป็นเมืองใหญ่กว่า Melk และสวยพอสมควร ออกแนวบาโร๊ค


 

เที่ยว Melk เวอร์ชั่นฝนตก

Melk Abbey
ที่พักของพวกเราอยู่ใกล้ Melk Abbey นิดเดียวเองค่ะ  ไม่ใช่โรงแรมในรูปนะ อันนั้นหรูไปค่ะ  ของเราอยู่ทางซ้าย ในซอย แหะๆ

 

ทางเดินไป Melk Abbey
ทางเดินไป Melk Abbey เลี้ยวซ้าย

 

ทางเดินไป Melk Abbey
ทางเดินไป Melk Abbey ไกลนิดนึง เดินขึ้นบันได ตัวก็หนัก เหนื่อยก็เหนื่อย หนาวก็หนาว แต่สู้ค่ะ

 

เที่ยวเยอรมัน-383
Melk Abbey

 

Melk Abbey
Melk Abbey

 

Melk Abbey
ทางเข้า Melk Abbey

ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ คนละ 11 ยูโร (ไกด์ 13 ยูโร)  เข้าสวน 4 ยูโร

ในเมื่อพวกเรามาถึงซะเย็นขนาดนี้ ก็ไม่มีโอกาสเข้าแน่นอนค่ะ เพราะมันใหญ่กว้างขวางมากๆ เดินได้ทั้งวัน

Melk Abbey + สวน
Melk Abbey + สวน

ถ้าดูจากแผนที่ เห็นมั้ยค่ะ ว่ามันใหญ่มากๆจริงๆ ส่วนที่เข้าฟรีก็มีนะคะ พวกเราใช้เวลากับที่นี่ไม่ได้มาก เพราะโลภมากจะไป St. Polten กันต่อ

 

Melk Abbey
Melk Abbey ตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำดานูบ

ก่อนไปต่อ เดินสำรวจ Melk ให้ทั่วก่อนค่ะ  มาเจอวิวแบบนี้อยากนั่งกินข้าวเลย  แต่ตอนนั้นหนาวมากๆค่ะ ฝนก็ตกด้วย  ถ้าใครมาช่วงอากาศดีๆ อย่าพลาดมานั่งชมวิวตรงนี้นะคะ มันสวยมากๆ แบบน้ำตาจะไหลเลย

Pfarramt โบสถ์คาทอลิก ที่ Melk
Pfarramt โบสถ์คาทอลิก ที่ Melk ไม่รู้ว่าสำคัญยังไงนะ แต่ที่นี่ช่วยชีวิตพวกเราไว้เลยค่ะ เป็นที่หลบฝน หลบลม หลบหนาวได้ดีจริงๆค่ะ

 

เที่ยวเยอรมัน-384
Melk Abbey ยามค่ำคืน

อันนี้เป็นภาพหลังจากกลับจาก St. Polten แล้วนะคะ เพราะฝนหยุดตก ก็เลยมาเดินเมือง เดิน Melk Abbey อีกรอบนึงจนค่ำเลยค่ะ


 

เที่ยว St. Polten

จาก Melk ไป St. Polten
นั่งรถไฟจาก Melk ไป St. Polten

แม้ว่าจะเย็นหลัง 6 โมงแล้ว แต่ความงกมันกำเริบค่ะ ไหนๆก็มีเวลาเหลือ ไหนๆ St. Polten ก็อยู่ไม่ไกล จะไปโฉบชะโงกซักหน่อยจะเป็นไร ก็เลยใช้เวลาว่างในรถไฟให้เป็นประโยชน์ด้วยการกินมื้อเย็นซะเลย

ก่อนไปเที่ยวเราก็วิจัยมาแล้วค่ะว่ากินอาหารบนรถไฟได้มั้ย ทีแรกก็ไม่กล้ากิน แต่พอเห็นคนอื่นกินได้ เราก็กินได้สินะ อีกอย่างคือ เขาบอกว่าถ้าไม่ได้มีป้ายห้าม แสดงว่าทำได้  บางครั้งกินตอนที่นายตรวจมาตรวจด้วย นายตรวจก็ยังไม่ได้เห็นว่าอะไร เราเลยสรุปเอาเองเลยว่า “กินบนรถไฟได้”

St. Polten Hbf
ถึงแล้วค่ะ St. Polten Hbf

 

St. Polten
มองจากสถานีรถไฟ St. Polten ก็จะเห็นเมืองแบบนี้ค่ะ

 

St. Polten
St. Polten

มาถึง St. Polten ตอน 6โมงครึ่ง  พวกเรามีเวลาให้เมืองนี้ 1 ชม. เลยต้องเดินเร็วๆหน่อยค่ะ แต่ก็เก็บได้เกือบทั่วเมืองเลยนะ โลภมั้ยล่ะ ชะโงกทัวร์ยังอาย 555+

St. Polten City Museum
St. Polten City Museum

 

St. Polten
รูปปั้นบ้านนี้สวยมาก เอ๊ะ..หรือไม่ใช่บ้าน

 

St. Polten platz
ลานกว้างใจกลางเมือง St. Polten

เห็นแท่งๆ เสาไม้นั้นมั้ยคะ เมื่อวันก่อนที่ไป Bad Ischl  ก็เห็นนเสาแบบนี้ ซึ่งจะเป็นเทศกาล Maypole ในวันที่ 1 พฤษภาคม

St. Polten
บ้านที่นี่จะออกแนวเรียบหรู

 

โบสถ์ ที่ St. Polten
โบสถ์ ที่ St. Polten เยอะมากจริงๆค่ะ

 

รูปปั้น ที่ St. Polten
ไม่รู้ทำไมถึงทำรูปปั้นแม่บ้านคุยกัน สงสัยเป็นเมืองของแม่บ้าน 555+

 

เวลาเปิด-ปิด ซุปเปอร์มาร์เก็ต
เวลาเปิด-ปิด ซุปเปอร์มาร์เก็ต ที่ St. Polten ที่ Melk ก็ประมาณนี้ค่ะ

 

Locker ที่ St. Polten
Locker ที่ St. Polten ~2-4 euro

วิธีการใช้ตู้ฝากกระเป๋าเป็นแบบไม่ได้มีกุญแจนะ  แต่เราต้องไปจ่ายที่ตู้เพื่อรับการ์ด  คือเอากระเป๋าใส่ตู้ไปก่อนนะ เสร็จแล้วปิดประตู ประตูมันก็จะเหมือนถูกดูดให้ปิดแน่นขึ้น ทีนี้ก็ไปที่ตู้ซื้อตั๋ว(สีน้ำเงินข้างๆน่ะค่ะ) มันจะขึ้นมาอัตโนมัติเลยว่าให้หยอดเท่าไหร่

เหมือนว่าการปิดประตูมันเป็นการ activate (ถ้าไม่มีการหยอดเหรียญมันก็อาจจะเปิดออกในอีกไม่กี่นาที)

จากนั้นก็หยอดเหรียญเข้าไปตามที่หน้าจอมันโชว์ขึ้นมาว่าให้เราใส่เท่าไหร่ ตู้เล็ก 2 euro  กลาง 2.5 ใหญ่ 3.5 ประมาณนี้นะ  แล้วแต่เมืองด้วย ราคาอาจต่างกันค่ะ

เสร็จแล้วมันก็จะคายตั๋วให้เรา จะฝากของได้แค่ 24 ชม.นะคะ  เวลาจะมาเอากระเป๋าคืนก็แค่ใส่ตั๋วเข้าไปที่ตู้สีฟ้า แล้วประตูมันก็จะเปิดออกเองค่ะ

 

ห้องน้ำหยอดเหรียญ St. Polten
ห้องน้ำหยอดเหรียญ 0.5 euro

ห้องน้ำหยอดเหรียญ ถ้าเป็นเมืองท่องเที่ยวก็อาจจะ 1 ยูโร แต่ถ้าเมืองไม่ดังก็ 0.5 ยูโร  อย่าลืมเก็บเหรียญไว้เข้าห้องน้ำกันด้วยนะคะ สำคัญมาก

St. Polten Hbf
จาก St. Polten Hbf นั่งรถไฟกลับ Melk

ขากลับพวกเราก็มารถรถไฟตามเวลา  แต่พอรถไฟมานี่สิ มันเกิดปัญหาตรงที่ ประตูรถไฟมันมีแปะกระดาษเป็นชื่อปลายทางไว้ในแต่ละตู้ด้วย เราก็เดินตั้งแต่หัวรถไฟ ยันท้ายขบวน ก็ยังไม่เห็นมีไป Melk ก็เลยนึกว่าคงเป็นคันถัดไปมั๊ง ไม่ใช่รอบนี้หรอก

กำลังจะตัดใจ ก็มีผู้หญิงมาถามว่าจะไปไหน พอบอกไปว่า Melk เขาก็บอกว่าก็ตู้นี้แหล่ะ ก็เลยได้ขึ้นแบบเฉียดฉิว

ก็เลยได้บทเรียนมาว่า “ดูป้ายดีแค่ไหน ก็ไม่เท่าใช้ปากถาม”


 

 

Melk และ St. Polten น่าเที่ยวมั้ย

ทั้ง Melk และ St. Polten ให้ความรู้สึกเหมือนห้างที่ตกแต่งเลียนแบบยุโรป  แต่นี่มันคือบ้าน ตึกของยุโรปจริงๆ ไม่ใช่ห้าง

ถ้าให้บอกกันตามตรงนะ  ก็ไม่ได้ปลาบปลื้ม ซาบซึ้งกับทั้งสองเมืองนี้มากค่ะ  เหมือนเป็นเมืองทางผ่านเฉยๆ

ไม่ได้แย่นะ ไม่ใช่แบบทันสมัย ตึกเหลี่ยมไร้วัฒนธรรมนะ ก็สวยดี เดินเล่นได้เรื่อยๆ แต่ไม่ได้ถึงขั้นร้องวี้ดว้าว ขนลุกอะไรขนาดนั้น  รู้สึกกลางๆมากกว่า  นี่หมายถึงเฉพาะในเมืองนะ พวกบ้านเรือนตึกอะไรพวกนี้  ไม่นับธรรมชาติ และ Melk Abbey นะ

สรุปคือ มาก็ดี ไม่มาก็ไม่ได้เสียดายอะไรมากค่ะ


 

ถ้าถามว่าแนะนำให้มามั้ย

ถ้าใช้ตั๋ววัน Einfach Raus Ticket  แล้วต้องผ่านแถวนี้อยู่แล้ว และถ้ามีเวลาเหลือ ก็มาชะโงกซะหน่อยได้ค่ะ ที่ละ 1 ชม. ก็ไหวแล้ว

แต่ถ้าไม่มีเวลา ไม่ได้ใช้พาสอะไร ก็ไม่ต้องมาค่ะ (เปลือง)

สำหรับคนที่ตั้งใจจะเข้าชม Melk Abbey หรือล่องเรือ ยังไงก็ต้องเดินในเมืองบ้างอยู่แล้วเนอะ

แต่ Melk Abbey พวกเราไม่ได้เข้าชมนะคะ ก็เลยแนะนำไม่ได้ ว่าคุ้มมั้ย


 

ถ้าถามว่าเสียใจมั้ยที่มาพักที่ Melk

ไม่เสียใจนะคะ แล้วก็คิดว่าพักถูกที่แล้ว เพราะเราจะไป Dunestein , Spitz , Krems อยู่แล้ว

ถ้าจะเสียใจก็คงเสียใจที่ไม่ได้พักที่ Dürnstein หรือ Spitz มากกว่า (แต่ที่พักแพงกว่ามาก)

สรุปว่า ถ้าจะมาพักที่ Melk ก็แนะนำให้ไปเส้นทาง Dunestein , Spitz , Krems ด้วยค่ะ


 

 

ข้อมูลประวัติศาสตร์เพิ่มเติมเกี่ยวกับเมือง Melk

Melk เป็นที่ปักหลักแห่งแรกของตระกูล Babenburg (เป็นตระกูลผู้ปกครองแรกของออสเตรีย)

 

เรื่องมีอยู่ว่า…

คือเมื่อก่อนกษัตริย์แห่งบาวาเรียจะยิ่งใหญ่มากใช่มั้ยคะ ก็ได้แต่งตั้งคนไปดูแลเมืองหน้าด่านต่างๆ

คนที่ได้รับมอบหมายนั้น ก็จะมีมีอำนาจเหมือนกษัตริย์เลย

 

แต่มีอยู่คนนึง ไปเข้าข้างคนอื่น แถมยังคิดเกิดเหิมเกริม จะล้มล้างลูกของคนที่แต่งตั้งตัวเองอีก

(ก็ลูกต้องขึ้นเป็นกษัตริย์ต่อจากพ่อใช่มั้ย)

 

ก็เลยถูกปลด แล้วตั้งขุนนางคนอื่นมาแทน คนนั้นก็คือ Leopold จากตระกูล Babenburg

ซึ่งตระกูลนี้ก็ปกครองพื้นที่แถบออสเตรีย ตั้งแต่ปี976 จนถึงปี 1230 รวม 254 ปี

 

Leopold ตอนเข้ามารับหน้าที่ ก็ได้สร้างป้อม และเลือกฐานที่มั่นของตัวเองไว้ที่ Melk

จนภายหลังก็มีการสร้างโบสถ์เมลค์ขึ้นมาข้างๆป้อม (ป้อมที่ว่า ก็คือปราสาทนั่นแหละ)

 

ต่อมา ทายาทตระกูลบาเบนเบิร์ก อีกหลายรุ่นสืบต่อกันมา

มีคนหนึ่งได้ขึ้นครองราชย์ ก็เลยย้ายฐานไปแถวๆเวียนนาแทน

แล้วก็ยกปราสาท Melk และดินแดนรอบๆ ให้เป็นส่วนหนึ่งของโบสถ์ Melk ไปเลย

 

โบสถ์เมลค์ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตกแต่งอย่างหรูหราสไตล์บาโรค

เคยต้อนรับคนสำคัญๆ เช่น พระนางมาเรีย เทเรซ่า  และโมซาร์ท มาแล้วด้วย

 

โบสถ์เมลค์เป็นโบสถ์นิกายเบเนดิกทีน ซึ่งเป็นแนวทางแห่งชีวิต

โดยพระในนิกายนี้ จะห้ามมีทรัพย์สินเป็นของตัวเอง

ชุมชนใกล้ๆ จะมาถวายอาหาร และของใช้

 

พระจะใช้เวลาทั้งวันไปกับการสวดมนต์ ทำงาน(เกษตรกรรม) และนอน (พักผ่อน)

แล้วยังต้องช่วยเหลือผู้คน บริจาคสิ่งของ สอนหนังสือ

ส่วนเครื่องแต่งกายก็ง่ายๆ เสื้อคลุมมีฮู้ด

เมื่อก่อนเสื้อคลุมไม่ได้ย้อมสี  แต่ต่อมานิยมเป็นสีดำ คนเลยเรียกพระนิกายนี้ว่า Black Monks 

 

(สรุปเฉพาะใจความสำคัญจากหนังสือชื่อ “ท่องโลกศิลปวัฒนธรรม กับ เสรษฐวิทย์ เล่ม 3” ผู้เขียน เสรษฐวิทย์ ชีรวินิจ)

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *