เที่ยวยุโรป SS1 D24 เที่ยว Wachau

เที่ยวยุโรป Season1 Day24 เที่ยว Wachau

เช้านี้พวกเราจะออกจาก Melk  ไปต่อยังเวียนนา แต่ยังค่ะ ยังไม่ยอมไปง่ายๆค่ะ เราจะเที่ยวกันแถบ Wachau Valley  (หุบเขาวาคเคา) ซึ่งจะมีเมืองสวยๆมากมายตามแนวลุ่มแม่น้ำดานูบ เช่น Spitz Duernstein Krems ซึ่งพวกเราจะแวะ 3 เมืองนี้กัน และเราได้ยกให้เป็นวันที่มีความสุขที่สุดของทริปเลยค่ะ

 


 

เที่ยวเยอรมัน-392
เส้นทางเที่ยว Wachau ; Melk – Krems – Spitz – Dürnstein – Vienna

เส้นทางการเดินทางของพวกเราในวันนี้

รถไฟ : Melk –> St.Pölten (เปลี่ยนสาย)

รถไฟ : St.Pölten –> Krems (ฝากกระเป๋าที่ล็อคเกอร์)

บัส : Krems —> Spitz (เที่ยว)

บัส : Spitz —> Dürnstein  (เที่ยว)

บัส : Dürnstein –> Krems  (เที่ยว)

รถไฟ : Krems –> Vienna (ค้าง)

เที่ยว Spitz - Duernstein - Krems -
แนะนำเส้นทางเที่ยว Wachau แบบไปกลับจากเวียนนา

 

ตั๋วที่ใช้

–  Einfach-Raus-Ticket  2 คน  33 ยูโร

–  Wachau bus day ticket คนละ 10 ยูโร

วิธีซื้อตั๋วรถไฟออสเตรีย
หน้าแรกของตู้ขายตั๋วรถไฟ จะมีเมนู Einfach-Raus ticket อยู่นะคะ

 

Einfach-Raus ticket
เลือก 1 คือตั๋ว 1 ใบ สำหรับผู้โดยสาร 2 คน

 

Einfach-Rach-Ticket
Einfach-Rach-Ticket

 


 

ทำไมไม่ฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมที่ Melk

คือจริงๆเราสามารถฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมที่ Melk ก็ได้ แล้วนั่งบัสจาก Melk เลียบแม่น้ำดานูบ ผ่าน Spitz ผ่าน Duernstein ไปถึง Krems เลย แล้วก็นั่งบัสย้อนกลับมาเอากระเป๋าที่ Melk แล้วไปต่อเวียนนาได้

แต่พวกเรากังวลว่ารอบรถบัสจะมีน้อยหมดเร็วแล้วกลับ Melk ไม่ได้ ก็เลยไปฝากกระเป๋าที่ Krems ดีกว่า

 

ระยะเวลา :

Melk —> Vienna  : ใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง และต้องเปลี่ยนสายที่ St.Pölten

Krems —> Vienna : ใช้เวลา 1 ชั่วโมง ต่อเดียวถึง

 

รถบัส : WL1 วิ่งระหว่าง Melk – Krems ได้

 


 

ล้มแผนล่องเรือ Wachau cruise

จริงๆแล้วตามแผนเดิมของพวกเรา จะต้องล่องเรือจาก Melk ไป Krems ซึ่งมีระยะทางกว่า 46 กม.  แต่ต้องใช้เวลาทั้งวันในการไป-กลับ และจากการตรวจสอบพยากรณ์อากาศแล้ว จะมีฝนตกทั้งวัน

อีกเหตุผลหนึ่ง มาจากประสบการณ์นั่งเรือที่ St. Wolfgang ฝรั่งพากันแย่งที่นั่งกลางแจ้งกัน เราก็ไม่อยากไปนั่งแย่งเบียดกับเขา ครั้นจะนั่งข้างในตลอดเส้นทาง ก็รู้สึกว่ามันน่าจะน่าเบื่อ  เหมือนได้มุมมองจากแม่น้ำเข้าสู่แผ่นดิน มองเห็นปราสาทจากไกลๆ

แต่ที่เราต้องการคือ อยากไปเดินในหมู่บ้าน อยากปีนขึ้นไปบนปราสาท แล้วมองลงมาเห็นวิวสวยๆจากที่สูงมากกว่า  ก็เลยคิดว่า นั่งเรือไม่น่าจะเหมาะกับพวกเรา แถมยังแพง ไม่คุ้มอีกด้วย (อันนี้น่าจะเป็นเหตุผลหลัก…แหะๆ)

ราคาล่องเรือต่อคน แบบ One Way Trip 24 ยูโร   Roundtrip 29 ยูโร


 

Melk Hbf
Melk Hbf ; รอรถไฟจะไปต่อรถไฟอีกทีที่ St. Polten

 

Melk-St. Polten
ป้ายบอกชานชาลาและเวลา ที่จะขึ้นรถไฟไป St. Polten

 

St. Polten
ถึง St. Polten แล้ว

รถไฟจาก Melk ที่มา St. Polten  เกิดหยุดทำไมไม่รู้ ทำให้ดีเลย์ไปนาน จนพลาดรถไฟรอบที่จะไป Krems ต้องรออีก 1 ชม. แน่ะ

Krems Hbf
Krems Hbf

มาถึง Krems ประมาณเกือบเที่ยง เวลาเที่ยวหายไปจากการที่รถไฟหยุดแล่น (หยุดไปเฉยๆ ค้างอยู่ตั้งนาน ไม่แล่นไปไหนเลย…ประท้วง หรือรถเสีย หรืออะไร?  ฮือๆๆ)

 

ตู้ฝากกระเป๋าที่ Krems
ตู้ฝากกระเป๋าที่ Krems

ถึง Krems แล้ว ต้องฝากกระเป๋าก่อนค่ะ  มีตู้เล็กสุด 2 ยูโร ตู้กลาง 2.5 ยูโร ตู้ใหญ่สุด 3.5 ยูโร  ราคานี้ถ้าเป็นเมืองใหญ่ๆจะแพงกว่านิดนึงนะ  สำหรับพวกเรามีกระเป๋า 20 นิ้ว กับ 21 นิ้ว ใส่ตู้กลางได้พอดีเลยค่ะ

 

ราคา Locker ที่ Krems
Locker ที่ Krems

การจ่ายเงินค่าตู้ฝากของก็ง่ายๆค่ะ ใส่กระเป๋าเข้าไป ปิดตู้ แล้วเดินมาที่เครื่องจ่ายเงิน มันก็จะมีตัวเลขที่เราต้องจ่ายโชว์ขึ้นมาเอง แล้วก็หยอดเหรียญ มันก็จะให้ตั๋วมาใบนึง เวลามาเอากระเป๋าคืนก็แค่เสียบตั๋วนี้เข้าไป ประตูมันก็จะเปิดค่ะ

 

รถบัส Melk-Krems
ขึ้นบัสสาย WL1 เส้นทาง Melk-Krems

ที่สถานีรถไฟก็จะมีป้ายบอกเวลารถบัสด้วย  เราต้องขึ้นสาย WL1 มันโชว์มาว่าให้ไปขึ้นที่ชานชาลา B  …แล้วชานชาลา B มันอยู่ไหนหว่า??

 

แผนผัง Krems bahnhof
แผนผัง Krems bahnhof

มาดูแผนผังก็จะเข้าใจได้โดยง่ายค่ะ ดีจริงๆ

 

Krems bahnhof
สถานีรถไฟ Krems และ สถานีรถบัส Krems

ที่ขึ้นบัส WL1 ก็อยู่ทางซ้ายของตัวสถานีรถไฟค่ะ

Bus WL1 ที่ Krems
Bus WL1 ที่ Krems

รถบัสมาตามเวลาเป๊ะ  แต่ตอนแรกเห็นที่หัวรถเป็น WL2 ก็ตกใจว่า อ้าว…แล้ว WL1 ไม่มีหรอ  แต่พอรถเข้าจอดปุ๊บ มันเปลี่ยนเป็น WL1 ทันทีเลย

แสดงว่าที่รอบรถมันน้อยก็เพราะว่า เขาเปลี่ยนเบอร์ วิ่งเส้นทางอื่นด้วยนั่นเอง โถ่…นึกว่าเขาขี้เกียจซะอีก

 

ตั๋ววันบัส Melk-Krems
ตั๋ววันบัส Melk-Krems คนละ 10 ยูโร

คือพวกเราไม่รู้ว่าตั๋วเที่ยวเดียวมันเท่าไหร่อ่ะค่ะ  แต่คิดไว้ว่าเราต้องขึ้นลงประมาณ 3 รอบ  ก็เลยตัดใจซื้อตั๋ววันไปซะเลย  ราคารวมแบบ 3 รอบ ก็อาจจะพอๆกับตั๋ววัน  (ราคาบัสที่นี่แพงจังเลย)


 

Ruins Hinterhaus

เที่ยวเยอรมัน-391
Ruins Hinterhaus ที่ Spitz

นั่งรถบัสกำลังจะถึง Spitz  แต่เหลือบไปเห็นซากปราสาทอยู่ลิบๆ ก็เลยลงมาดูก่อน เป็นป้ายชื่อ Hinterhaus  ใจจริงอยากเดินขึ้นไปให้ถึงซากปราสาทนั้นเลย แต่เราไม่มีเวลามากพอค่ะ เลยอด

Spitz Hinterhaus
ป้ายรถบัส Spitz Hinterhaus

บัสจาก Krems มาจอดส่งตรงป้ายวงกลมนี้นะคะ  เป็นป้ายที่เลยมาจาก Spitz Rollfahre ป้ายนึง  ซึ่งจริงๆแล้วพวกเราจะเดินไปเรื่อยๆ ไปที่ Spitz Rollfahre ซึ่งเป็นป้ายที่อยู่ใกล้เมืองที่สุดก็ได้

แต่ไหนๆก็มีตั๋ววันบัสแล้ว ก็อยากใช้ให้รู้สึกคุ้มเล่นๆ แล้วบัสก็จะมาในอีก 10 นาทีข้างหน้า ก็เลยลงมาดูซากปราสาทจากไกลๆ เสร็จแล้วก็เดินกลับไปที่ป้ายเดิม เพื่อขึ้นบัสย้อนกลับไป Spitz Rollfahre อีกที (ซึ่งห่างกันไม่ถึง 1 กม.) บ้าจริงๆ เดินเอาก็ได้มั๊ง

 

Bus WL1 ที่ Spitz
Bus WL1 มาเลยเวลาไป 2 นาที นึกว่าจะเดินไปเองแล้วเชียว  ไปลงป้ายหน้าต่อนะคะ

 

Spitz Rollfahre
ป้าย Spitz Rollfahre

เที่ยว Spitz

นั่งบัสยังไม่ทันก้นร้อน ก็ลงแล้วค่ะป้ายหน้า  Spitz Rollfahre

ขี่จักรยานเที่ยว Spitz
Spitz

เห็นคนขี่จักรยานเที่ยวก็รู้สึกดีนะคะ ได้ไอเดียเลย อยากขี่ล่องตั้งแต่ Krems ไป Melk ไม่รู้จะเป็นยังไง แต่อยากจะลองขี่จักรยานเที่ยวดูซักครั้ง

Bahnhof Spitz an der Donau
Bahnhof Spitz an der Donau

ที่เมืองนี้มีเส้นทางรถไฟด้วยนะ  แต่เดี๋ยวก่อน มันไม่ใช่รถไฟโดยสารธรรมดาอ่ะสิ  มันเป็นรถไฟท่องเที่ยว แบบหรู ราคาไฮโซค่ะ

 

Spitz
เดินเข้าใจกลางเมืองไปเรื่อยๆ

 

Pfarrhof
Pfarrhof โบสถ์ประจำเมือง Spitz

นี่คือใจกลางเมือง Spitz แล้วนะคะ  แต่ไม่เจอคนเลย มองไปทางไหนก็เหมือนเมืองร้าง นึกถึง Residence evil เลยอ่ะ

Spitz
ลานกว้างใจกลาง Spitz

 

โรงผลิตไวน์ Spitz
โรงผลิตไวน์ Spitz

ตรงนี้ดูแล้วเหมือนโอ่งรองน้ำฝนเลยเนอะ เขาตั้งถังไวน์ไว้ซะกลางแจ้ง วางเรียงกันห่างๆไปเพื่ออะไรกันนะ

 

Spitz
เดินไปเรื่อยๆค่ะ

 

เถาวัลย์ Spitz
หลายบ้านก็จะมีสร้างที่เกาะเกี่ยวให้ไม้เลื้อยมันเลื้อยไป สวยมากๆค่ะ

 

Spitz
เดินขึ้นเนินต่อไปเรื่อยๆ เพื่อหาจุดชมวิวค่ะ

น่าแปลกนะคะ เมืองเล็กกระจิ๊ดเดียวเอง แทบจะนับหลังคาบ้านได้เลย แต่มีโรงเรียนด้วย เห็นเด็กๆเลิกเรียนเดินกลับบ้าน รู้สึกดีจังเลย เวลาได้เดินกลับบ้านกับเพื่อน ไม่ต้องมารอรถเมล์อมควัน รถก็ติด

Burgberg
Burgberg เดินขึ้นเนินไปเรื่อยๆ

Burg (บูร์ก) = Castle / Fortress

Berg (แบร์ก) = Mountain

ไร่องุ่น Spitz
เดินขึ้นมาก็เจอไร่องุ่น

 

จุดชมวิวเมือง Spit
จุดชมวิวเมือง Spit

ขึ้นมาไกลเหมือนกันนะ แล้วก็มาเจอจุดชมวิวจุดนี้ค่ะ สวยมากๆ มีเก้าอี้ยาวให้นั่งด้วย จริงๆแล้วยังมีทางให้เดินต่อไปสูงอีกนะ  แต่ไม่มีเวลามากแล้วค่ะ (ไม่ใช่ไม่ไหวนะ)

Spitz
ฟาร์มองุ่น

ขึ้นมาแล้วก็หาทางลงไม่ได้ค่ะ ก็มาเจอทางนี้ทางเดียว แต่ดูเหมือนจะเป็นบ้านคนนะ  ลองเดินๆไปก่อนแล้วกัน

 

Spitz

หาทางออกไม่ได้ค่ะ เดินกันแบบเงียบสุดๆ อย่างกะพวกย่องเบา กลัวใครนึกว่ามาโขมย

 

Spitz
อ๊ะ…โดนจับได้ซะแล้ว

เดินไปกำลังจะถึงประตูอยู่แล้วเชียว ไม่รู้ว่าออกได้หรือเปล่า ก็มาชะงักตอนเจอคุณยายนี่ล่ะค่ะ  เราสะดุ้งเขาก็สะดุ้ง  เอิ่ม…เขาจะนึกว่าแอบเข้าบ้านเขารึป่าว  ทำไงดี

ก็เลยบอกเขาว่า เราขอผ่านทางหน่อยนะคะ หาทางออกไม่ได้ ออกทางนี้ได้ใช่มั้ยคะ  แกไม่ทันพูดอะไรก็ยิ้มแบบใจดีมากๆๆๆๆ  ประมาณว่าฉันยังไม่ทันว่าอะไรเลย ฉันไม่ได้สนเธอด้วยซ้ำ แก้ตัวเป็นพัลวัลเชียว

แล้วพวกเราก็รีบมุดๆออกประตูไป  ประตูก็ไม่ได้ล็อคด้วยแน่ะ เขาไว้ใจคนกันได้ขนาดนี้เลยนะ

 

ฟาร์มองุ่น โรงทำไวน์
ออกมาแล้ว หน้าบ้านเขียนแบบนี้ อ่านไม่ออก แต่เหมือนจะเป็นฟาร์ม

พอพวกเราออกมาแล้ว ก็มาซุบซิบกันว่า “มะกี้เห็นยายเขาถือขวดอะไรมั้ย” “เออ…เห็นๆ” “เหมือนไวน์นะ แต่ขวดเบ้อเริ่มเลย”  “เหมือนน้ำหวานมากกว่า…น่ากินอ่ะ”

spritzer
ไม่รู้ว่าแบบนี้เขาเรียกว่า spritzer หรือเปล่านะ แต่รถชาติมันเหมือนไวน์ผสมโซดา  0.79 ยูโร

แล้วเราก็ไปหาซื้อมาได้ แต่มันดูจ๊างจาง ก็เลือกแบบถูกสุดอ่ะ

Spitz plaza
กลับมาที่ใจกลางเมือง Spitz

 

Spitz plaza
น้ำพุกลางเมือง Spitz

 

ทางรถไฟ Wachau
ทางรถไฟสาย Wachau

 

สะพานรถไฟ
สะพานรถไฟ

 

Spitz
กำแพงสร้างด้วยหิน มีที่วางแก้วยื่นออกมาด้วย 555+ เอ๊ะ…หรือเอาไว้ปักดอกไม้

 

Spitz
เมืองร้าง Spitz รึไงเนี่ย

สองข้างทางเป็นร้านค้า ว่าแต่เขาขายใคร แทบไม่มีใครเดิน

เดินไปเรื่อยๆทางเดียวกับซากปราสาท Hinterhaus (แล้วจะนั่งรถเมล์มาทำไมหว่า เดินมาก็สิ้นเรื่อง 555+)

Spitz
เมืองนี้น่าเป็นเมืองพักผ่อนจริงๆ แต่อาจไม่ค่อยน่าอยู่มั๊ง รู้สึกวังเวง (ต้นพค. แล้วนะ)

 

แม่น้ำดานูบเมืองสปิทซ์
แม่น้ำดานูบเมืองสปิทซ์

เดินหักเข้าริมแม่น้ำ Danube วิวสวยมากๆ ขาดแต่ม้านั่งเท่านั้น

แม่น้ำดานูบ เมืองสปิทซ์
บรรยากาศสุดยอดมากๆ แดดร้อน แต่อากาศหนาว หน้าดำเลย

 

ท่าเรือ Spitz
ท่าเรือ Spitz

 

Wachau Cruise
ที่ซื้อตั๋วล่องเรือ Wachau Cruise

 

Wachau Cruise
ราคา Wachau Cruise

อันนี้เป็นราคาล่องเรือที่พวกเราจะขึ้นในตอนแรก ราคาไปกลับ Melk-Krems-Melk คนละ 29.50 ยูโร แต่เปลี่ยนใจ ใช้บัสดีกว่าคนละ 10 ยูโร

 

แผนที่เมืองสปิทซ์
แผนที่เมืองสปิทซ์

 

ห้องน้ำ Spitz
ที่จุดขายตั๋วมีห้องน้ำค่ะ

เที่ยวเมืองสปิทซ์จบแล้ว ขอเข้าห้องน้ำซะหน่อย เตรียมเหรียญเรียบร้อย  กำลังจะเข้า อ๊ะ…ทำแบบนี้ก็ได้หรอ

 

Bus WL1 Spitz-Duernstein
นั่ง Bus WL1 จาก Spitz ย้อนกลับไป Duernstein ต่อ

 

สรุปความประทับใจเมือง Spitz

1. จุดเด่นมากก็คือ ซากปราสาท Hinterhaus เสียดายไม่มีเวลาปีนขึ้นไปดู ถ้ามีเวลาจะปีนขึ้นไปให้ได้

2. บ้านไม่ได้เหมือนยุคกลางนะ  แต่เหมือนบ้านชาวไร่รวยๆ มีฐานะ (ไม่รู้บ้านเขาถือว่ามีฐานะหรือเปล่านะ) อารมณ์เดินเล่นไปเรื่อย แบบไร้ผู้คน อย่างกับธีมพาร์คที่กำลังจะเจ๊ง

3. แถวนี้ไม่ได้มี Attraction อะไรตื่นเต้นนะคะ เป็นหมู่บ้าน ไร่องุ่น ชิมไวน์ Spritzer ที่มาลงเมืองนี้เพราะอยากเห็นหมู่บ้านแค่นั้นเองค่ะ แต่แปลกนะที่ไม่ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอะไร แต่ทำให้เราตื่นเต้นได้

4. สินค้าที่ต้องซื้อกินให้ได้คือ Spritzer 

เป็นการหมักองุ่น ให้เป็นไวน์ แต่ยังไม่ถึงจุดที่เป็นไวน์ คือเค้าจะหยุดการหมัก ไม่ให้มันมีแอลกอฮอล์มากเกินไป รสชาติมันก็จะออกมาแบบเปรี้ยวๆ หวานๆ ไม่ขม  แต่อร่อยมาก  จากนั้นก็เอามาผสมกับโซดา อาจจะครึ่งๆ หรือสัดส่วนแล้วแต่คนชอบ

ราคาถูกๆที่พวกเราซื้อกินได้ก็ ขวดละ 0.79 ยูโร เท่านั้น (~32 บาท) แต่จริงๆมีหลายแบบ หลายราคามาก ตั้งแต่ถูกสุด ~0.5 ยูโรไปจนถึง 20 กว่ายูโรเลย

สูตรผสมไวน์นี้ ทำให้พวกเราติดใจเลยผสมไวน์กับโซดาเอาเองเลย

5. ถ้าถามว่าแนะนำให้มามั้ย มันก็ต้องแล้วแต่คนชอบด้วยค่ะ ถ้าใครชอบความคึกคักตื่นเต้นก็อาจจะเบื่อๆ แต่ถ้าใครชอบธรรมชาติก็น่าจะชอบ  สำหรับพวกเราชอบกลางๆนะ แต่ถ้าได้ขึ้นซากปราสาท Hinterhaus ด้วยน่าจะได้เห็นวิวสวยๆมากกว่า

6. ถ้ามีโอกาส อยากขี่จักรยานล่องเส้นทางนี้ บรรยากาศภูเขา แม่น้ำ สวยมากๆ แต่เดินในเมืองไม่ค่อยเท่าไหร่ค่ะ


 

Duernstein West
นั่งบัส WL1 มาลงที่ป้าย Duernstein West

เที่ยว Duernstein

นั่งบัสสาย WL1 จาก Spitz มาลงที่ Duernstein  พวกเราเลือกป้ายก่อนถึงกลางเมืองนิดหน่อย เพราจะได้เดินจาก ตะวันตกไปตะวันออก ไม่ต้องเดินย้อนไปมาค่ะ

Duernstein West
เดินต่อไปอีกหน่อย

 

Duernstein
ชมบรรยากาศริมแม่น้ำดานูบซักพัก …ชื่นใจ

ระหว่างเดินจะเห็นซากปราสาทเดอร์นสไตน์ อยู่บนเขา(จากรูปอยู่ทางซ้าย)

Duernstein
Dürnstein (ภาษาเยอรมัน) Duernstein (เขียนได้อีกแบบ)

 

Dürnstein
เดินสำรวจเมือง หาทางขึ้นเนิน

 

Dürnstein
วิวแม่น้ำดานูบตรงนี้สุดยอดจริงๆ

 

Danube Dürnstein
แม่น้ำ Danube ที่ Dürnstein

 

Duernstein
Duernstein

 

Schlosshotel Duernstein
Schlosshotel Duernstein

เมื่อก่อนเป็นปราสาทของเจ้าขุนมูลนาย ตอนนี้เอามาทำเป็นโรงแรมหรู ดูราคาในเน็ทแล้วคืนละ 9000 บาท หรูจริงไรจริง เหมือนเป็นเจ้าหญิงเลย

Duernstein
ร้านขายเครื่องตกแต่งผนัง

อันนี้นึกว่าเขาตกแต่งเล่นๆใช่มั้ย แต่เดินเข้าไปใกล้ๆนะ มีราคาแปะด้วย

 

ร้านขายไวน์ Duernstein
ร้านขายไวน์

ถ้าเดินมาถึงร้านไวน์ร้านนี้ก็แสดงว่าถึงทางขึ้นซากปราสาทแล้วค่ะ จากรูป จะขึ้นเนินทางซ้าย หรือขึ้นบันไดก็ได้ค่ะ มันก็ไปจบที่เดียวกัน

แต่เดี๋ยวก่อนนะ  ก่อนขึ้นต้องเข้าไปชิมไวน์กันก่อนค่ะ  อ่าฮะ…ชิมฟรีค่ะ  แต่เอาแค่เบาะๆนะ เพราะมันแรงมาก ชิมไปแค่ 2 จอก เดินไปเริ่มหน้าร้อนผ่าวแล้วค่ะ  ถ้าใครอยากจะซื้อ ค่อยซื้อตอนขาลงนะ แต่ราคาก็ไฮโซนิดๆนะ ขวดเท่าน้ำปลาขวดจิ๋วๆยังสิบกว่ายูโร

ทางเดินขึ้น Ruins Duernstein
ทางเดินขึ้น Ruins Duernstein ก็จะเป็นหินขรุขระหน่อยๆ

 

Ruins Duernstein
ขึ้นมาได้ระดับนึงก็เห็นวิวสวยประทับใจแบบนี้แล้วค่ะ  เห็นยอดโบสถ์สีน้ำเงิน (Stift Dürnstein)

 

Ruins Duernstein
ทางเดินขึ้น Ruins Duernstein

 

Ruins Duernstein
เหนื่อยนะคะ ร้อนด้วยจนต้องถอดเสื้อกันหนาวเลยค่ะ
Ruins Duernstein
เห็นกำแพงปราสาทแล้วใช่มั้ย แต่นี่แค่ชั้นพื้นๆค่ะ ยังไม่ถึง

 

Ruins Duernstein
พักกินข้าวเอาแรงก่อน

เดินมาเจอวิวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มันสวยจนอยากหยุดดูนานๆ แถมมีม้านั่งด้วยแน่ะ ดีจริงๆ เลยเอาเสบียงออกมากินชมวิวกัน

เที่ยวเยอรมัน-389
ถึงฝนจะตก แต่ก็ไม่สามารถพรากเราจากวิวนี้ได้

 

เที่ยวเยอรมัน-388
Dürnstein

ดูพายุหมุนแล้วน่ากลัวเหมือนกันค่ะ

Ruins Duernstein
อิ่มแล้วเดินต่อ

 

 

Ruins Duernstein
เห็นมีคนสูงอายุแต่ดูแข็งแรงเดินขึ้นมาเยอะเลยค่ะ

 

Duernstein
วิวยิ่งสูง ยิ่งสุดยอด

 

Duernstein
เดินสูงขึ้นมาอีกค่ะ

 

Duernstein
เมือง Rossatz ที่อยู่ตรงข้ามกับ Duernstein

 

Ruins Duernstein
Ruins Duernstein

 

Ruins Duernstein
Ruins Duernstein

จากจุดที่อ๊อบยืนตรงนั้น ถ้ามองขึ้นมาก็จะเจอซากแบบภาพถัดไปนี้ค่ะ

เที่ยวเยอรมัน-390
Ruins Dürnstein

 

ถ้ำห้องขัง Ruins Duernstein
ถ้ำห้องขัง Ruins Duernstein

มาถึงตรงนี้ก็ถึงกับร้องอ๋อเลย เพราะเคยอ่านหนังสือของคุณเศรษฐวิทย์ ท่องโลกแห่งศิลปะและวัฒนธรรม ที่บอกว่าตรงนี้เป็นที่คุมขัง กษัตริย์ Richard I  The Lionheart ของอังกฤษ

ถ้ำห้องขัง Ruins Duernstein
ถ้ำห้องขัง Ruins Duernstein

ข้างในอับๆ เหม็นๆ น่ากลัวค่ะ อยู่นานไม่ได้ กลัวเจอโครงกระดูก แหะๆ…

 

Ruins Duernstein
จุดสูงสุดของซากปราสาท

ตอนแรกก็นึกว่าที่ยืนนี้สูงสุดแล้วนะ  แต่พอเห็นคุณลุงขึ้นไปร้องตะโกน อาโฮ๊ยย….อาโฮ๊ยยยย..  แล้วก็แสดงท่าทางแบบตื่นเต้น อิ่มเอมมากเลย พวกเราก็เลยอยากลองขึ้นไปมั่ง

แต่ระหว่างรอลุงเขาลงมา มันก็ยากนะ น่าจะอายุไม่ต่ำกว่า 80 แน่ๆแต่เขาดูแข็งแรงมาก ไม่อ้วน เราก็เกิดแรงบันดาลใจว่า ถ้าเราแก่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องนอนอยู่บ้านนี่นา เราก็แข็งแรงแบบเขาได้ถ้าเราดูแลตัวเองดี และออกกำลังกายประจำ

Ruins Duernstein
ลุงเขาสโลวมาก เราก็คิดในใจว่า ช้าจริง

 

Ruins Duernstein
แต่พอเราขึ้นเองแล้ว มันยากเหมือนกันนะ น่าหวาดเสียวอ่ะ เราช้ากว่าลุงอีก

 

Ruins Duernstein
จุดสูงสุดของ Ruins Duernstein

แต่พอขึ้นมาถึงข้่างบนสุด ได้เห็นวิวแล้ว ขนมันลุก (เพราะหวาดเสียว) น้ำตาจะไหล (เพราะกลัวตก) แต่มันมีความสุขมากๆ ไม่เคยได้สัมผัสความสุขแบบนี้มาก่อนเลยจริงๆนะไม่ได้เว่อร์

Ruins Duernstein
อาโฮ๊ยยย…แบบลุงเขาซักหน่อย

ตรงจุดที่ยืนมันมีที่ยืนแค่นิดเดียวจริงๆ  แถมไม่มีที่กั้นอะไรด้วย ต้องระวังตัวเองสุดๆ แต่เราจะได้เห็นวิวแบบ 360 องศา เห็นไกลสุดลูกหูลูกตาเลย มันสวยมากๆ สวยจริงๆ เสียดายที่เป็นคนถ่ายรูปไม่เก่ง  แต่มันสวยติดตาจริงๆ

Ruins Duernstein
วิวจากจุดสูงสุดของ Ruins Duernstein

ความรู้สึกมันเหมือนว่าเราได้ใช้ความพยายามอย่างหนักในการได้ขึ้นมาจุดสูงสุดตรงนี้ด้วยลำแข้งของเราเอง แม้ว่ามันจะไม่ได้เป็นจุดที่สูงที่สุดในแถบนั้น จริงๆก็ไม่ได้สูงอะไรมาก แต่มันภูมิใจที่ได้มายืนจุดนี้ ซึ่งยืนกันได้แค่สองคนเท่านั้น

สรุปว่าพวกเราใช้เวลาขึ้น ถ้าไม่นับเวลานั่งเล่นนั่งกินชมวิวแล้วก็ประมาณ 40 นาที แต่ขาลง ใช้เวลาแค่ 20 นาทีเท่านั้น

 

Maypole Duernstein
Maypole Duernstein

ลงมาถึงข้างล่าง เดินสำรวจเมืองกันต่อ มาเห็นเสาอันนี้อีกแล้ว ที่เคยเจอครั้งแรกที่เมือง Bad Ischl  เป็นเทศกาลตั้งเสาที่จัดทุกวันที่ 1 พค.

 

Stift Dürnstein
Stift Dürnstein (ฺBlue Church)

เห็นโบสถ์ประจำเมืองสีฟ้าๆโน่นแล้ว เราจะไปตรงนั้นกันค่ะ

Stift Dürnstein
Stift Dürnstein

 

Stift Dürnstein
Stift Dürnstein

 

โรงแรมใน Dürnstein
โรงแรมใน Dürnstein เหมือนจะเป็นกำแพงเมืองหรือยังไง สูงมาก

 

Duernstein
เมืองนี้กำแพงเป็นหินทั้งนั้นเลย สมกับชื่อ Duernstein (Duern = Dry / Stein = Stone)

 

Duernstein
บ้านทำจากหินทั้งนั้นเลย

 

แม่น้ำ Danube ที่ Duernstein
เรือล่อง แม่น้ำ Danube ที่ Duernstein

 

Duernstein
ที่นี่มีโรงแรมหลายแห่งมากค่ะ อยากมาค้าง แต่มีแต่แพงๆนะ

 

เวลาเปิด-ปิด ซุปเปอร์มาร์เก็ต ที่ Duernstein
เวลาเปิด-ปิด ซุปเปอร์มาร์เก็ต ที่ Duernstein

เมืองนิดเดียวก็มีซุปเปอร์มาร์เก็ตด้วยนะ  เท่าที่ไปมาทั้งเยอรมนี และออสเตรีย เมืองเล็กๆทุกเมืองก็มีซุปเปอร์มาร์เก็ตทั้งนั้นนะ เพียงแต่ว่าเมืองเล็กๆก็จะปิดเร็ว บางที่ก็พักกลางวันด้วย อย่างเมืองนี้ค่ะ

อุโมงลอดใต้ถนน ที่ Duernstein
อุโมงลอดใต้ถนน ที่ Duernstein

ที่รูปมาให้ดูเพราะว่ามันแปลกค่ะ ถนนแคบนิดเดียว ถึงกับต้องสร้างอุโมงค์ลอดเลยหรอ เราวิ่งจิ๊ดเดียวก็ถึง  อ่ะ…ไม่ต้องวิ่งหรอก แค่เดินแป๊บเดียวก็ได้เพราะไม่มีรถเลย ถนนโล่งมาก นานๆจะมาซักคัน แถมคนก็ไม่รู้หายไปไหนกันหมด

ป้ายรถบัส Duernstein
ป้ายรถบัส Duernstein Parkplatz Ost

จุดยืนรถรถบัสสาย WL1 กำลังจะกลับ Krems จะเห็นซากปราสาท Duernstein กับ Stift Duernstein ด้วย

 

บัส WL1 ไป Krems
บัส WL1 ไป Krems

พวกเราเที่ยวกันอย่างอาลัยอาวรเมืองนี้มาก ถึงกับยอมเสี่ยงกลับรถรอบสุดท้าย ถ้าไม่มีมาล่ะก็ ทำไงเนี่ย แต่สุดท้ายมันก็มาค่ะ

ไร่องุ่นแถบ Wachau
ระหว่างทาง แถบ Wachau ก็จะเป็นไร่องุ่นกันหมดเลย

สรุปความประทับใจเที่ยว Duernstein

1. ที่นี่บ้านเรือนก็จะคล้ายๆ Spitz เลยค่ะ  แถมยังมีซากปราสาทเหมือนกันด้วย

ชื่อว่า ซากปราสาท (Ruin Dürnstein)

2. พวกเราใช้เวลาส่วนใหญ่ของวัน (3 ชม.)ไปกับการไต่ขึ้นลง และดื่มด่ำกับวิว ที่ขอยกให้เป็นสุดยอดความประทับใจของทริปนี้เลยค่ะ !!!

3. จริงๆถ้าเดินเล่นข้างล่างเฉยๆ ก็ตื่นเต้นแล้วนะคะ โดยเฉพาะวิวแม่น้ำ วิวในเมืองไม่ค่อยเท่าไหร่นะ อารมณ์คล้ายๆ Spitz แต่มันมาพีคก็ตอนได่ขึ้นไปที่ซากปราสาท  ที่เป็นจุดที่สูงที่สุด  คือจุดสูงสุดจริงๆนะคะ ราวกับได้พิชิตยอดเขาเอเวอร์เรส 555+

 


 

เที่ยว Krems

หลังจากที่นั่งบัส WL1 จาก Duernstein กลับมาที่ Krems แล้ว พวกเรามีเวลาเพียง 1 ชม. กับการเดินสำรวจเมือง

แต่ทว่า พอเดินๆไปรู้สึกว่ามันใหญ่ และมีอะไรน่าเดินกว่าที่คิด ก็เลยยืดเวลาออกเป็น 2 ชม. เพราะรอบรถไฟมีแค่ชั่วโมงละคัน จึงทำให้วันนี้เที่ยวกันยันค่ำ กว่าจะไปถึงเวียนนาก็เกือบ 4 ทุ่มแล้วค่ะ

ช่วงเย็นๆแบบนี้โบถ์ทุกที่ปิดหมดแล้วนะคะ  โบสถ์สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรามีประโยชน์มากตรงที่เป็นที่หลบหนาวนั่นเอง

Dom der Wachau
Dom der Wachau  โบสถ์ประจำเมือง

 

Krems
Krems

 

Krems
Krems

เดินในเมือง Krems เข้าออกตามซอยต่างๆไปทั่วเลยค่ะ  ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเล่นเกมส์

Krems
Krems

บ้านเมืองเหมือนห้างเลยเนอะ

 ประตูเมือง Krems
ประตูเมืองแห่งหนึ่งที่ Krems

 

Krems
Krems

 

Krems
ตึกก็จะมีปะปนกันระหว่างตึกเก่าๆ กับใหม่ๆ แปลกดีค่ะ

 

Krems
บ้านก็จะออกแนวแบบนี้

 

Dreifaltigkeitssäule
Dreifaltigkeitssäule

 

Dreifaltigkeitssäule
Dreifaltigkeitssäule

 

Krems
ไอ้ที่ยื่นระหว่างตึกแบบนี้มันเอาไว้ทำอะไรเนี่ย ตากผ้าคงไม่ใช่

 

ราคาที่จอดรถ Krems
ราคาที่จอดรถ Krems

ค่าที่จอดรถ แปลไม่ออกแต่เดาเอาเองว่าน่าจะแปลว่า ครึ่งชั่วโมง 0.5 ยูโร , 1 ชม. 1 ยูโร 3 ชม. 3 ยูโร (แล้วจะบอกทำไมเนี่ย มันก็ชั่วโมงละ 1 ยูโรนี่นา

แต่ดูดีๆนะ ที่จอดรถมีพักเที่ยง-บ่ายสองห้ามจอดด้วยแฮะ เสาร์จอดได้ 8โมง-เที่ยง แล้ววันอาทิตย์ล่ะ ไม่ให้จอดหรอ

 

Krems
เห็นมีทางขึ้นไปข้างบน น่าจะเห็นวิว

 

Krems
ไม่เห็นวิวอะไรมากค่ะ แต่เห็นปราสาทอะไรไม่แน่ใจสีฟ้าๆไกลๆ

 

Krems
ด้านบน เหมือนจะเป็นโบสถ์

 

Krems
แผนที่เมืองเก่า Krems

 

แผนที่แถบ Wachau
แผนที่แถบ Wachau

สรุปความประทับใจเที่ยว Krems

1.  Krems เป็นเมืองใหญ่ น่าเดินมากกว่าที่คาดไว้ค่ะ

2.  ถ้าเดินแบบเร็วๆ ใช้เวลา 1 ชม. แต่ถ้าเก็บรายละเอียดหน่อยก็ 2 ชม.  พวกเราใช้เวลา เกือบ 2 ชม. เผื่อเวลารอรถไฟด้วยค่ะ

3. Krems ไม่มีจุดดึงดูดอะไรนะ ถ้าจะให้มาที่นี่ที่เดียวคงไม่คุ้ม แนะนำให้เที่ยวแถบวาเคาให้ทั่วทั้งวัน ไล่ตั้งแต่ Krems Duernstein Spitz Melk ถ้ามีเวลาก็เที่ยวเมืองอื่นๆแถบนั้นได้ค่ะ รับรองไม่ผิดหวัง

4.  สรุปคือที่ประทับใจมากคือวิว บรรยากาศ ธรรมชาติค่ะ แต่เรื่องตัวเมืองยังไม่ค่อยเท่าไหร่นะ

 

Radler
ซื้อ Radler ไปกินบนรถไฟ เป็นเบียร์อ่อนๆ ผสมน้ำผลไม้ มันอร่อยมากเลยค่ะ ไม่ขม ไม่หวานมาก ซ่าๆ ติดใจมาก

 


 

นั่งรถไฟไปเวียนนา
นั่งรถไฟไปเวียนนา

ไปต่อ Vienna

หลังจากจบ Krems พวกเราก็นั่งรถไฟต่อเดียวมาถึงเวียนนา ซื้อตั๋ว 72 ชม. เริ่มใช้ 4 ทุ่ม มันก็จะไปหมดอายุ 4 ทุ่มของอีก 3 วันข้างหน้า

ตู้ซื้อตั๋วรถไฟออสเตรีย
ซื้อตั๋ว 72 ชม. ที่เวียนนา

 

ที่ปั๊มตั๋วรถไฟเวียนนา
ที่ปั๊มตั๋วรถไฟที่เวียนนา

ตั๋ววันที่เวียนนา จะมีวันที่ให้เลือกตอนซื้อ แล้วมันก็พิมพ์วันที่มาให้อยู่แล้วนะ แต่มันก็มีลูกศรที่ตั๋วเหมือนให้เสียบเข้าทางนี้

ไม่รู้ว่าต้องปั๊มตั๋วมั้ย แต่อยากปั๊มค่ะ เพราะตั้งแต่มาเที่ยวยังไม่เคยได้ปั๊มตั๋วเลย เพราะตั๋วเสียบเข้าเครื่องไม่ได้ วันนี้ได้ปั๊มตั๋วแล้วดีใจอย่างกับเจอจุดเซฟ 555+


 

ประวัติศาสตร์แถบ Wachau

ในส่วนต่อไป เป็นข้อมูลประวัติ และความสำคัญที่สรุปเฉพาะใจความสำคัญจากหนังสือชื่อ”ท่องโลกศิลปวัฒนธรรม กับ เสรษฐวิทย์ เล่ม 3″ ผู้เขียน เสรษฐวิทย์ ชีรวินิจ และหาข้อมูลจากวิกิพิเดียเพิ่มเติมค่ะ

ถ้าไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ พวกเราคงไม่คิดจะมาแถบนี้ ต้องขอบคุณจริงๆค่ะ ที่ได้มาเจอสถานที่ ที่พวกเราประทับใจที่สุดในทริปเลย


 

 

Wachau

แถบนั้นทั้งแถบ ถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีทิวทัศน์ที่สวยที่สุด ของแม่น้ำดานูบเลยนะคะ เพราะว่าเป็นหุบเขาสองข้างทาง ทำให้มีอากาศเย็นเหมาะแก่การปลูกองุ่น แถมยังเป็นเส้นทางที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานมากๆด้วยค่ะ

 

ค.ศ.800  กษัตริย์ Charlelemagne ของพวกแฟรงค์(หรือฝรั่งเศสในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นจักรพรรดิแห่งอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ได้มอบที่ดินแถวนี้ให้พระ ไว้ทำประโยชน์  พระก็เลยเอามาปลูกองุ่น เพื่อทำไวน์ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา (พระในศาสนาคริสต์ดื่มไวน์ได้นะ)

 

ต่อมาราชวงศ์บาเบนเบิร์ก(ราชวงศ์แรกของออสเตรีย) ก็ประกาศให้ Wachau เป็นพื้นที่อนุรักษ์เพื่อปลูกองุ่นทำไวน์ด้วย ก็เลยทำให้ Wachau มีชื่อเสียงมากเรื่องไวน์

 

เป็นเรื่องปกติค่ะ ที่คนออสเตรียจะดื่มไวน์แบบผสมโซดา เพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนมื้ออาหาร ชาวออสเตรีย จะเรียกเครื่องดื่มแบบนี้ว่า Spritzer  แต่คนออสเตรียเอง จะเรียกน้ำองุ่นว่า Most

คือ Most ถ้าหมักต่อ จะเป็นไวน์ใช่มั้ยคะ แต่ออสเตรียนไม่ค่ะ  เขาจะหยุดกลางคัน  ก้ำกึ่ง  จะน้ำองุ่นก็ไม่ใช่ จะไวน์ก็ไม่เชิง ทำให้มีแอลกอฮอล์น้อยกว่าไวน์ปกติ เครื่องดื่มแบบนี้เรียกว่า Sturm

สรุปคือถ้าหมัก Sturm ต่อ ก็จะได้ไวน์ (Wine) นั่นเอง

 

สรุป

ผลองุ่น —> Most(น้ำองุ่น)  —> Sturm(ครึ่งไวน์ครึ่งน้ำองุ่น)  —> Wine

Sturm + โซดา   —> Spritzer


 

ภาษาชวนสับสน

คำว่า ไวน์ (Wine) ในภาษาอังกฤษจะมาจากคำว่า Vine ซึ่งแปลว่าเถาวัลย์

แล้วไวน์ส่วนใหญ่ก็มาจากองุ่นใช่มั้ยคะ ซึ่งมันก็เป็นเถาวัลย์ ที่เรียกว่า grapevine

 

แต่คำว่า Wine ในภาษาออสเตรีย จะเขียนว่า Wein หมายถึง grape(องุ่น)

แต่ชื่อเมืองหลวงของประเทศออสเตรีย ในออสเตรียจะเขียนว่า Wien

แต่ภาษาอังกฤษเขียนว่า Vienna

 

 

สรุป

ไวน์ = Wine = Wein

Wien = Vienna


 

Dürnestein

มาจากคำว่า “Duerrstein” หรือ “Dürrstein”

Duerr หรือ Dürr แปลว่า Dry

Stein แปลว่า หิน ในที่นี้หมายถึง ปราสาท (ปราสาทก็ทำด้วยหินใช่มั้ยคะ)

Dürnestein  ก็แปลว่า ปราสาทแห้ง

 

ทำไมถึงแห้ง ก็เพราะว่ามันตั้งอยู่บนผู้เขาหินสูง เหนือแม่น้ำดานูบ ที่หินข้างล่างมันเปียกไงคะ (ว่าแต่มีปราสาทไหนอยู่ต่ำๆกันบ้างล่ะเนี่ยะ)

 

หมู่บ้านนี้เป็น หมู่บ้านโบราณที่อยู่ริมแม่น้ำ และมีกำแพงโบราณล้อมรอบด้วย

ไปเห็นมาแล้ว มันสูงมาก น่าจะสูงที่สุดเท่าที่เคยเห็นเลยค่ะ  แถมมีป้อมปราการด้วย รู้สึกได้ถึงยุคกลางเลย

 

ศาลาว่าการเมือง Dürnestein มีมาตั้งแต่ปี 1547 ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่เก่ามากๆ  แต่จริงๆ มีการกล่าวถึงเมือง Dürnestein ในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ปี 1192 มาแล้วนะคะ

พูดง่ายๆคือ ดังขึ้นมาได้เพราะมีสตอรี่หนึ่ง ที่พูดกันไปในแบบต่างๆ เช่น

 

เรื่องเล่าแบบแรก

เริ่มจากช่วงสงครามครูเสด  มีการเดินทางไปเยรูซาเล็ม  โดยมีจักรพรรดิ Friedrich I Barbarossa เป็นผู้นำทัพ  แต่คนนี้ก็อายุมากแล้วนะ แล้วก็บังเอิญสิ้นพระชนม์ระหว่างทางอีก  ก็เลยเกิดปัญหาขัดแย้งกัน ระหว่างกษัตริย์เมืองเล็กๆต่างๆ ที่ติดตามไปด้วย

โดยเฉพาะ กษัตริย์ Richard I  The Lionheart ของอังกฤษ  และ Duke Leopold V แห่งราชวงศ์บาเบนเบิร์ก(ราชวงศ์แรกของออสเตรีย) ที่ขัดแย้งกันอย่างหนัก  ถึงกับทำให้  Duke Leopold V  โมโหและกลับเมืองไปก่อน

กษัตริย์ Richard I ได้ร่วมเดินทางไปยึดเยรูซาเลมกันต่อ  แต่ก็ไม่สำเร็จนะ ก็เลยเดินทางกลับอังกฤษ  ในระหว่างทางเดินกลับนั้นเอง เรือก็เกิดแตกที่อิตาลี  ก็เลยต้องเดินทางบกแทน  ปัญหาก็คือมันต้องผ่านเยอรมนี และออสเตรียนี่สิ

พอไปถึงหมู่บ้าน Erdburg  (ทริปนี้ที่เวียนนา เราพักโรงแรมใกล้ๆสถานีชื่อ Erdburg ด้วย  จะเป็นจุดเดียวกันรึป่าวนะ)  กษัตริย์ Richard I ก็ถูกจับได้  แล้วถูกนำไปขังที่ Dürnestein Castle  แห่งนี้นี่เอง

 

เรื่องเล่าแบบที่สอง

คือสมัยนั้น มักมีการจับตัวเศรษฐีเรียกค่าไถ่ กษัตริย์ริชาร์ดก็เลยโดนไปด้วย ส่วนหนีออกมาได้ยังไง ก็เล่ากัน 2 แบบอีก คนรับใช้ช่วยหนี  กับอีกแบบคือ ก็ยอมจ่ายเงินค่าไถ่

แต่เงินไปตกอยู่ที่จักรพรรดิเฮนรี่ที่ 6 ของเยอรมนี แบ่งกับ ลีโอโพลด์ที่5  (เอ๊ะ…ยังไงเนี่ยะ งี้รู้เลยว่าใครอุ้ม?)

ก่อนตาย ลีโอโพลด์สำนึกผิด ก็เลยทำพินัยกรรม คืนเงินส่วนที่ตัวเองได้มา คืนให้แก่อังกฤษ  (ถ้าจะคืนทำไมไม่คืนตอนมีชีวิตล่ะคะ)

ไม่รู้เชื่อได้มั้ยนะ…หรือจะสร้างสตอรี่เหมือนญี่ปุ่น  แต่เรื่องเล่านี้ ก็ทำให้ Dürnestein เล็กๆแห่งนี้ เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกแล้วค่ะ


 

หมู่บ้าน Willendorf

เป็นอีกที่หนึ่งที่โด่งดัง ไม่ใช่เพราะเมืองมีปราสาทโดดเด่นอะไรค่ะ แต่เป็นเพราะ “รูปปั้นเปลือย”

อ่านต่อนะ อย่าเพิ่งตาลุก

รูปปั้นเปลือยที่ว่า เป็นรูปปั้นผู้หญิงอ้วนค่ะ อันเล็กๆ สูงแค่ 11.1 ซม. เอง  เพราะสมัยโบราณนิยมผู้หญิงอ้วนท้วนสมบูรณ์(มั๊ง)  หินที่ใช้ปั้น  เป็นหินในสมัยโบราณ ที่เป็นชนิดเดียวกับที่เขาเอามาสร้างกำแพงเมืองเลยค่ะ

รูปปั้นผู้หญิงอ้วนเปลือยนี้ ถือว่าเป็นของโบราณ  โบราณมากๆ มากแค่ไหนรู้มั้ยคะ  เขาว่ามีอายุอยู่ที่ประมาณ 28,000 – 25,000 ก่อนปีคริสตศักราช !!!!

ห๊ะ…หลายหมื่นปี ย้ำว่าก่อนคริสตศักราชนะ  แต่เพิ่งจะมาค้นพบเมื่อปี 1908 นี้เอง เป็นไปได้ไง

แต่ที่โด่งดังอีกเรื่องคือ รูปปั้นนี้ไม่ได้เป็นของพื้นที่แถบ Wachau แห่งนี้นะคะ  ทำไมถึงรู้ล่ะ…ก็เพราะ แถวนี้ไม่เคยมีหินแบบนี้มาก่อน  หินที่ว่า เขาจะเรียกว่า  Limestone  ก็เลยคาดว่าน่าจะเป็นเครื่องราง ที่มีคนนำติดตัวมานั่นเอง

รูปปั้นผู้หญิงอ้วนเปลือยนี้ เรียกกันว่า…  Woman of Willendorf  หรือ The Venus of Willendorf   อาจจะเพราะว่า ถ้าพูดถึงรูปปั้นผู้หญิงเปลือย  คนก็จะนึกถึงเทพวีนัส

แต่ตอนนี้รูปปั้นหญิงอ้วนเปลือยของจริง นำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์  Naturhistorisches Museum ที่เวียนนาแล้วนะคะ

ถ้าจะมา Willendorf ก็คงไม่ได้เห็นของจริงหรอกค่ะ  แต่ที่นี่ก็มีพิพิธภัณฑ์อยู่นะ   จริงๆเป็นอีกที่ที่อยากไปเหมือนกัน แต่ไม่มีเวลาแล้วค่ะ


 

สรุป

1. เส้นทางแถบ Wachau เป็นเส้นทางที่พวกเราอยากแนะนำมากๆเลยค่ะ  แต่คงไม่ได้ครึกครื้น โด่งดังแบบเมืองใหญ่ๆนะคะ

2. ถ้ามีโอกาส หรือย้อนกลับไปเปลี่ยนได้ คงอยากไปค้างแถวนั้น ซัก 2 คืน แล้วเดินสายตามหมู่บ้านริมแม่น้ำดานูบให้ทั่วเลยค่ะ

3. ซุปเปอร์มาร์เก็ตก็มีนะคะ ไม่ต้องห่วงเรื่องกิน (แต่ปิดเร็ว และมีพักเที่ยงด้วยนะเออ)

4. สำหรับ Krems ไม่ได้ศึกษาอะไรมามากค่ะ  แต่พอลองไปเดินดูแล้ว รู้สึกชอบมากกว่า Melk ซะอีกนะ (ถ้าไม่นับ Melk Abbey นะ)


 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *