Italy

❰ ย้อน : หน้ารวม < 2021 < กลับเข้าเชงเก้น

ไปต่อ : Geneva ❱


เที่ยวอิตาลี

Italy Apr-May 2022


แผนที่ Italy Apr-May 2022

หมุดสีดำ คือ รถไฟ กระเช้า ขนส่งต่างๆ
หมุดสีส้ม คือ จุดชมวิว ที่เที่ยวสำคัญ


การเดินทาง

พวกเรา เดินทางด้วย Flixbus จาก Croatia มายัง Venice (Italy)

การเดินทางภายในอิตาลีง่ายมาก เข้าเว็บ trenitalia.com ใช้ซื้อตั๋วรถไฟ หรือโหลดแอป Trenitalia เช็คตารางเวลา หรือจะซื้อที่ตู้ก็ได้

ส่วนตัวจี๊กับอ๊อบ ใช้ซื้อจากตู้อย่างเดียว เหตุผลเพราะเราอาจมีการเปลี่ยนแผนได้ตลอดเวลา จะไปเมื่อไหร่ค่อยซื้อแบบนี้สบายใจกว่าเยอะเลย

แต่สำหรับคนที่ต้องวางโปรแกรมเป๊ะๆ อาจไม่เหมาะ เพราะบางรอบอาจเต็ม ถ้าจะซื้อก็ซื้อล่วงหน้า 1 วันก็ได้ ไม่จำเป็นต้องซื้อล่วงหน้านานเป็นเดือนหรือตั้งแต่อยู่ที่ไทย เพราะมันจะผูกมัดเรา เครียดเปล่าๆ

วิดีโอ มุ่งสู่เวนิส รีวิวที่พัก


Venice

แผนที่ พื้นที่ที่เรียกว่า Venice ทั้งหมด

คำว่า Venice จะมีทั้งส่วนที่เป็นแผ่นดินใหญ่ และส่วนที่เป็นเกาะ และเวนิสที่เป็นที่เที่ยวคือส่วนที่เป็นเกาะ

คนส่วนใหญมักจะเข้าไปพักบนเกาะ เพราะสะดวก ได้บรรยากาศ แต่แพงมากๆๆๆๆ สถานีรถไฟหลักชื่อว่า “Venice Santa Lucia”

ถ้าต้องการที่พักราคาย่อมเยาว์ลงมาหน่อย (ก็ยังแพงอยู่นะ) ต้องพักบนแผ่นดินใหญ่ สถานีรถไฟหลักชื่อว่า “Venice Mestre”

“Venice Santa Lucia” และ “Venice Mestre” ห่างกันแค่สถานีเดียว ประมาณ 10 นาที

📍 การเดินทางใน Venice
(อ่านต่อ▼)

  • พวกเราพักที่ Venezia Mestre ค่าที่พักจะถูกกว่า แล้วก็นั่งรถไฟครั้งละ 1 ยูโร มาที่ Venezia St.Lucia
  • แต่ถ้านั่งรถรางหรือ รถเมล์ จะราคาแพงกว่านิดนึง 1.5 ยูโร (ราคาปี 2022)
  • พอมาถึง Venezia St.Lucia จะเดินไปเรื่อยๆก็ได้ หรือจะนั่งเรือเมล์ก็ได้
  • เรือเมล์ 7.5 ยูโร นั่งได้ 75 นาที จะต่อลำไหนก็ได้ ไปไหนก็ได้แต่ต้องไม่เกิน 75 นาที นับจากตอนขึ้น
  • ตั๋วเดินทาง ดูจากเว็บ veneziaunica.it
ตั๋วเดินทาง ใน Venice (2022)

แต่ตามประสบการณ์แล้ว เรือมันวิ่งช้านะ แล้วเกาะมันก็ใหญ่ ถ้าคิดจะแวะตามเกาะต่างๆในเวลา 75 นาที ไม่มีทางทัน หรือถ้าได้ก็แค่ไปดมๆแล้วก็ต้องขึ้นเรือกลับ ดังนั้น ต้องยอมซื้อเป็นรายเที่ยวไป

  • หรือใครต้องการเข้าสถานที่หลายที่ก็พิจารณา Tourist city pass ซื้อที่เคาร์เตอร์ขายตั๋วได้เลย
  • ถ้าขายังดี และมีเวลา แนะนำให้เดินหลงไปเรื่อยๆ เดินทั้งอาทิตย์ยังไม่เบื่อ แล้วนั่งเรือซักรอบ ถือเป็นการชมวิวที่ดีมาก
  • แต่ถ้าเวลาน้อย มากับผู้ใหญ่ไม่ชอบเดิน ก็นั่งเรือไปลง St.Mark’s ไปเลย
Tourist city pass (Venice, 2022)


Venice Santa Lucia (Venice)

แผนที่ Venice Santa Lucia (Venice)

ดูวิดีโอรีวิว หลงทางเสียเวลา แต่หลงในเวนิส…ยอม!

หากโลกนี้จะมีเมืองไหนที่ท้าทายกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมากที่สุด คำตอบนั้นคือ ‘เวนิส’ เมืองที่ไม่ได้เริ่มจากการสร้างบนแผ่นดิน แต่ถูกสถาปนาขึ้นบนตอไม้นับล้านต้นกลางทะเลสาบน้ำกร่อย จากดินแดนลี้ภัยของชาวโรมันสู่การเป็นอาณาจักรทางทะเลที่เคยครองอำนาจการค้าไปครึ่งค่อนโลก นี่ไม่ใช่แค่เมืองที่สวยงามราวกับภาพวาด แต่คือชัยชนะของวิศวกรรมมนุษย์ที่ยังมีลมหายใจมานานกว่า 1,500 ปี

📍 กำเนิดเวนิส: ชัยชนะบนโคลนเลน
(อ่านต่อ▼)

1. เริ่มต้นจาก “หนีตาย”

เมื่อประมาณ 1,500 ปีก่อน (ศตวรรษที่ 5) ชาวโรมันที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินใหญ่ของอิตาลี ถูกกองทัพอนารยชน (เช่น พวกฮั่น) รุกรานอย่างหนัก ชาวบ้านไม่มีที่หนี จึงตัดสินใจหนีลงไปใน “ทะเลสาบน้ำกร่อย” (Venetian Lagoon) ซึ่งเป็นพื้นที่โคลนเลน ตื้นเขิน และสลับซับซ้อน เพื่อใช้เป็นเกาะกำบังธรรมชาติ เพราะกองทัพม้าของศัตรูไม่สามารถตามลงมาในเลนได้ เรือกอนโดล่า วิธีสร้างที่อยู่ การเก็บน้ำ และอื่นๆที่ต้องใช้ในการดำรงชีพบนโคลนเลน เป็นภูมิปัญญาของชาวเวนิสโดยเฉพาะ

2. พื้นที่เดิมเป็นอย่างไร?

พื้นที่เดิมของเวนิสคือ “สันดอนทราย” และ “ดินโคลน” ที่โผล่พ้นน้ำบ้างไม่พ้นน้ำบ้าง (เหมือนป่าชายเลนที่ไม่มีต้นไม้) มันไม่ใช่พื้นที่ที่เหมาะกับการสร้างบ้านแม้แต่นิดเดียว

3. แล้วสร้างตึกบนโคลนได้อย่างไร?

ชาวเวนิสยุคนั้นจึงใช้วิธีที่บ้าพลังมาก เช่น ตอกซุงไม้ลงไปในโคลน นับล้านต้น ตอกลงไปให้ลึกที่สุดจนถึงชั้นดินเหนียวที่แข็งพอ (เรียกว่า Caranto) ตอกให้เบียดกันแน่นจนน้ำเข้าไม่ได้

วางฐานหิน: ตัดปลายไม้ให้เสมอกัน แล้ววางหินปูนแผ่นใหญ่ๆ ทับลงไปบนปลายไม้ แล้วสร้างตึกหินทับลงไปบนฐานหินอีกที

4. สรุป “เวนิสไม่ใช่แผ่นดิน”

ไม่ใช่เกาะธรรมชาติ: เกาะที่เราเห็นในเวนิสส่วนใหญ่ถูกปรับรูปร่างด้วยฝีมือมนุษย์ ขุดคลองเพิ่ม ถมที่เพิ่ม จนกลายเป็นแผนที่เมืองอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

ไม่ใช่เมืองที่จมน้ำ: เวนิสคือเมืองที่ “เขย่ง” อยู่บนยอดไม้กลางทะเลมาตั้งแต่ต้น


📍 ประวัติศาสตร์เวนิสใน 1 นาที
(อ่านต่อ▼)

ถ้านับอายุเวนิสตั้งแต่วันที่หนีตาย จนถึงวันที่สามารถตั้งเป็นรัฐอิสระที่ชื่อว่า สาธารณรัฐเวนิส (Republic of Venice)ได้ ใช้เวลาเกือบ 300 ปี

ถ้านับจากวันก่อตั้งรัฐอิสระ จนถึงล่มสลาย ใช้เวลากว่า 1,100 ปี

แต่ถ้านับเฉพาะช่วงรุ่งเรืองจริงๆ (Golden Age) ก็เพียงแค่ 300 ปีเท่านั้น

และเมื่อนับจากล่มสลายจนถึงปัจจุบัน ก็ประมาณ 230 ปี

เวนิสไม่ได้ขึ้นตรงกับกษัตริย์องค์ไหนในยุโรป และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอิตาลี (เพราะยุคนั้นยังไม่มีประเทศอิตาลี)

ปกครองโดยระบบสาธารณรัฐ มีผู้นำที่เรียกว่า โดจ (Doge) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยกลุ่มขุนนาง ไม่ใช่การสืบทอดทางสายเลือดเหมือนกษัตริย์ทั่วไป

เวนิสมีอำนาจมากจนขยายดินแดนครอบคลุม โครเอเชียและสโลวีเนียในปัจจุบัน เกาะต่างๆ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เช่น เกาะครีต และ ไซปรัส ดินแดนส่วนหนึ่งบนแผ่นดินใหญ่ของอิตาลีตอนเหนือ

ในช่วงยุคกลางจนถึงยุคเรเนซองส์ เวนิสเปรียบเสมือน “นิวยอร์ก” หรือ “สิงคโปร์” ของยุคนั้น เพราะเป็นศูนย์กลางการค้าขายระหว่างยุโรปกับโลกตะวันออก (เอเชีย)

ก่อนจะเสื่อมอำนาจลงและถูกนโปเลียนพิชิตในปี 1797 จนสุดท้ายจึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอิตาลีในเวลาต่อมา


📍 ทำไมรวยแล้วไม่ย้ายขึ้นบก?
(อ่านต่อ▼)

ในเมื่อเวนิสมีอำนาจล้นฟ้า มีเงินมหาศาล และยึดครองแผ่นดินใหญ่ในอิตาลีได้เกือบครึ่งภาคเหนือ ทำไมพวกเขาถึงยังยอม “ทน” อยู่บนเกาะโคลนเลนที่สร้างบ้านยากลำบากและน้ำท่วมบ่อย?

เหตุผลมีอยู่ 3 ข้อหลักที่ทำให้ชาวเวนิสไม่ยอมทิ้ง “ไข่แดง”

1. ความปลอดภัยที่ “หาจากแผ่นดินใหญ่ไม่ได้”

ในยุคนั้น แผ่นดินใหญ่ของอิตาลีเต็มไปด้วยสงคราม การแย่งชิง และกองทัพม้าที่พร้อมจะบุกเข้ามาเผาเมืองได้ทุกเมื่อ ดินโคลนเลนเป็นกำแพงเมืองที่ดีที่สุด กองทัพทางบกของ ศัตรูไม่สามารถพายเรือเป็น และเรือรบขนาดใหญ่ของศัตรูก็เข้ามาไม่ได้เพราะติดสันดอนทราย

ในขณะที่เมืองอย่างโรม มิลาน หรือฟลอเรนซ์ ถูกตีแตกและปล้นสะดมหลายครั้ง แต่ “นครเวนิส” ไม่เคยถูกข้าศึกบุกยึดได้เลยเป็นเวลาพันปี จนกระทั่งยุคนโปเลียน

2. “ตัวตน” คือ ทะเล (Sea Power)

ชาวเวนิสไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นชาวไร่ชาวนา แต่มองว่าตัวเองเป็น “พ่อค้าทางทะเล” เพราะการอยู่กลางน้ำทำให้สามารถควบคุมเรือเข้า-ออกได้ทุกลำ ถ้าไปอยู่แผ่นดินใหญ่ จะเสียเปรียบ

เวนิสสร้างโรงงานต่อเรือที่ล้ำสมัยที่สุดในยุคนั้นไว้บนเกาะ ซึ่งสามารถประกอบเรือรบได้ 1 ลำภายในวันเดียว การย้ายเมืองคือการต้องทิ้งฐานการผลิตที่สำคัญที่สุดไป

3. ระบบการเมืองที่ “อิสระ”

การอยู่บนเกาะทำให้เวนิสแยกตัวออกจากอิทธิพลของ “จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์” และ “พระสันตะปาปา” ได้อย่างชัดเจน

หากย้ายไปอยู่บนแผ่นดินใหญ่ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางบกและถูกกดดันจากกษัตริย์ประเทศข้างเคียงได้ง่ายขึ้น การเป็นเกาะช่วยให้เวนิสรักษาความเป็น “สาธารณรัฐอิสระ” ที่ไม่ต้องก้มหัวให้ใครได้นานที่สุด

ชาวเวนิสมีคำกล่าวว่าเมืองของพวกเขาคือ “The Most Serene” (ความสงบสุขที่สุด) ต่อให้การสร้างบ้านบนโคลนเลนจะยาก แต่ “คุ้มค่า” เพื่อแลกกับความปลอดภัยและอิสรภาพที่ได้รับ คือยอมเหนื่อยตอกเสาเข็มดีกว่ายอมให้ศัตรูบุกมาเผาเมือง


📍 มหาอำนาจที่สร้างจากความขาดแคลน
(อ่านต่อ▼)

“ความขัดสนที่กลายเป็นแรงผลักดัน”

1. การเปลี่ยน “ความขาดแคลน” เป็น “สินค้า”

ชาวเวนิสไม่มีที่ดินไว้ปลูกข้าว จึงต้องหาทางอื่นเพื่อความอยู่รอด เช่น นาเกลือคือเหมืองทอง ในยุคนั้น “เกลือ” มีค่าเท่ากับเงิน และเมื่อไม่มีทรัพยากรมากจึงพยายามฝึกทักษะการ “ซื้อมาขายไป” จนเชี่ยวชาญกว่าใคร

2. กองทัพเรือและระบบ “คลังแสง” (The Arsenal)

ชาวเวนิสทุ่มเททุกอย่างให้กับเทคโนโลยีการต่อเรือเพื่อทั้งการอยู่อาศัยและการค้า ในยุคนั้นสามารถประกอบเรือรบได้ 1 ลำภายในวันเดียว ในขณะที่ประเทศอื่นใช้เวลาเป็นเดือน

เมื่อมีเรือมากและเร็ว เวนิสจึงคุมเส้นทางการค้าทั้งหมดในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ใครจะค้าขายต้องผ่านเวนิสเท่านั้น

3. ระบบการเมืองแบบ “บริษัท” (The Corporate State)

ในขณะที่ประเทศอื่นรบกันเพื่อแย่งชิงบัลลังก์กษัตริย์ แต่เวนิสปกครองเหมือน “บอร์ดบริหารบริษัท”
โดย เน้นผลกำไรไม่เน้นสงคราม: เป้าหมายหลักของรัฐไม่ใช่การขยายดินแดนเพื่อเกียรติยศ แต่เพื่อ “ขยายตลาด”
เวนิสยังมีคิดค้นระบบที่ทำให้การค้าขายมีความเสี่ยงน้อยลง และดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก

4. ชัยภูมิ “จุดพักสินค้า” ระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตก

เวนิสเป็นประตูเชื่อมระหว่าง ตะวันตก กับ ตะวันออก ทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” ที่ผูกขาดสินค้าเหล่านี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว ใครอยากได้พริกไทย ผ้าไหม หรือเพชรพลอย ต้องมาซื้อที่เวนิสในราคาที่เวนิสกำหนด


📍 Venice 6 วัน ไม่พอ
(ดูรูปเพิ่ม▼)

เนื่องจากพวกเราอยู่ที่ Venice Mestre 1 เดือน มีเวลาเยอะ สามารถนั่งรถไฟมาที่ Venice St.Lucia ได้หลายครั้ง แต่ละครั้งก็ค่อยๆเลาะไปทีละส่วน แต่เชื่อหรือไม่ว่าไป 6 รอบ หลงทุกรอบ แต่การหลงก็เป็นเรื่องสนุก เพราะที่นี่มีอะไรน่าชมทุกตารางนิ้วเลย

เสน่ห์ของเวนิสคงไม่ต้องโฆษณาให้มาก เหมือนว่า ต่อไปจะมีการเก็บค่าเข้าเกาะแล้วด้วย คนเยอะเกิน

นั่งเรือพายกอนโดล่า ลำละประมาณ 60 ยูโร สำหรับประมาณ 30 นาที น่าจะนั่งได้ 4 คน แต่อย่าเพิ่งตกลงทันที ถ้าอยากต่อราคา ก็ทำทีเป็นขอไปคิดก่อน เดินออกไประยะสายตาให้เขามองเห็นวิ่งมาเรียกได้ ทำทีเป็นไม่สนใจ คิดนานๆ เขาจะมาสะกิดลดให้เอง (ถ้าคนไม่เยอะนะ) ถ้ามาแค่ 2 คน ก็ต่อราคาได้

แล้วถ้าจะหวังว่าจะได้หนุ่มๆหล่อๆสไตล์อิตาลีในฝัน มาพายเรือให้เรานั่งล่ะก็ ต้องไปทำบุญเยอะๆมาก่อน เพราะโอกาสที่จะได้น่าจะหายากอยู่ เดินมา 6 วัน ยังไม่เจอเลย

Saint Mark’s Basilica
เครื่องดื่มที่ถูกปากที่สุดในโลก


Lido (Venice)

แผนที่ Lido (Venice)

วิดีโอ Lido เกาะยาวใหญ่ ในเวนิส

Lido (ลิโด): จากป้อมปราการสู่ชายหาดสุดหรู

จากเดิมที่เป็นฐานทัพเรือ ในช่วงศตวรรษที่ 19-20 ลิโดกลายเป็น “ชายหาดที่ฮอตที่สุดในโลก” เป็นเป็นสถานตากอากาศของเหล่าขุนนางและศิลปินชื่อดัง

เป็นเกาะเดียวในเวนิสที่มีรถวิ่ง และมีทุกอย่างเหมือนแผ่นดินใหญ่

ที่เห็นเป็นบ้านหลังๆ จะเป็นเหมือนห้องพักที่ไม่มีห้องน้ำ นั่งนอนได้ 2 คน อารมณ์กางเต้นท์ อาศรม นั่งสมาธิ แต่ช่วงนี้หนาวยังไม่มีใครอยู่ หน้าร้อนน่าจะมีคนเต็มเพราะเยอะมากๆ

📍 ประวัติและความสำคัญ
(อ่านต่อ▼)

เกาะ ลิโด้ (Lido di Venezia) เปรียบเสมือน “กำแพงเมือง” และ “ห้องนั่งเล่น” ของเวนิส

ลิโด้เป็นเกาะแนวยาว เป็น “ปราการธรรมชาติ” หากไม่มีลิโด้ ตัวเมืองเวนิสจะถูกคลื่นยักษ์จากทะเลซัดทำลายได้ง่ายๆ

ในอดีต กองทัพเรือและเรือสินค้าต้องแล่นผ่านช่องแคบข้างเกาะลิโด้เพื่อออกสู่ทะเลกว้าง ที่นี่จึงเป็น ประตูสู่ทะเล

เกาะ ลิโด้ ในยุคกลางเคยเป็นพื้นที่ร้างและเป็นที่ตั้งค่ายทหาร รวมถึงเป็นจุดรวมพลของเหล่าอัศวินในสงครามครูเสด

ต่อมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ลิโด้กลายเป็นที่แรกๆ ในยุโรปที่ริเริ่มการ “เที่ยวทะเล” แบบพักผ่อนหย่อนใจ จะเห็นว่ามีโรงแรมหรูมากมาย และเป็นจุดหมายปลายทางของราชวงศ์ ขุนนาง และมหาเศรษฐีทั่วโลก


📍 ทำไมไม่มาตั้งเมืองที่นี่ตั้งแต่แรก
(อ่านต่อ▼)

ทำไมไม่มาตั้งเมืองที่นี่แทนที่จะต้องไปสร้างบนโคลนเลนให้ยากใช่มั้ย

1. “เป้านิ่ง” สำหรับศัตรู

ลิโด้เป็นเกาะที่อยู่ติดทะเลเปิดและสังเกตเห็นได้ง่ายจากชายฝั่ง ศัตรูสามารถพายเรือมาขึ้นฝั่งได้ง่ายเพราะพื้นดินเป็นทรายและแน่นพอที่กองทัพจะจัดขบวนรบได้

ในขณะที่ตัวเมืองเวนิสตั้งอยู่ “ใจกลาง” ทะเลสาบ (Lagoon) ซึ่งเต็มไปด้วยสันดอนโคลนที่เปลี่ยนทิศทางตลอดเวลา คนที่ไม่ชำนาญทางจะนำเรือเข้ามาติดหล่มได้ง่ายมาก

สรุป: การไปอยู่ลิโด้เท่ากับยื่นคอให้ศัตรู แต่การไปอยู่กลางโคลนเลนคือการสร้าง “ป้อมปราการที่มองไม่เห็น”

2. อันตรายจาก “โจรสลัด” และ “คลื่นยักษ์”

ในยุคกลางเต็มไปด้วยโจรสลัดชาวสลาฟที่พร้อมจะปล้นสะดมเมืองชายฝั่ง การตั้งเมืองบนลิโด้จึงเสี่ยงเกินไป

นอกจากนั้น ลิโด้ต้องรับแรงปะทะจากพายุและน้ำขึ้นสูง (Acqua Alta) โดยตรง ในขณะที่ตัวเมืองเวนิสมีเกาะลิโด้นั่นแหละที่ช่วย “บังลมและคลื่น” ให้ จนน้ำในตัวเมืองสงบกว่ามาก

การยอมเหนื่อยตอกเสาเข็มล้านต้นจึงเป็นราคาที่พวกเขาเต็มใจจ่าย เพื่อแลกกับการไม่ต้องถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์


📍 San Giorgio Maggiore
(ดูรูปเพิ่ม▼)

นั่งเรือจากหน้าสถานีรถไฟไป Lido ขากลับนั่งเรือแวะที่ Church of San Giorgio Maggiore ก็ได้ ซื้อตั๋วไป 1 ครั้ง กลับ 1 ครั้ง ถ้าจะซื้อตั๋วครั้งเดียว แล้วคิดว่าจะใช้เวลาภายใน 75 นาที มันจะได้แค่ไปแตะเฉยๆ

San Giorgio Maggiore ตอนไปแรกๆผู้ช่วยเดินเรือถามว่าลงไหน เราก็ตอบเสียงดังฟังชัด ซาน-จิออจิโอ-แมกจิโอเร่ เขาเอียงคอคิดแล้ว อ๋อ…ซาน-จอร์โจ้-มัคจอเร่ อ่า…นั่นแหล่ะๆ

Lighthouse ใกล้โบสถ์ San Giorgio Maggiore
Church of San Giorgio Maggiore
Lighthouse ใกล้โบสถ์ San Giorgio Maggiore
โบสถ์ San Giorgio Maggiore


Murano (Venice)

แผนที่ Murano

วิดีโอ Murano

Murano (มูราโน่) เป็นเกาะที่ดูเหมือน เวนิสจำลอง แต่บรรยากาศจะสงบกว่าและมีความเป็นโรงงานช่างฝีมือมากกว่า

เรียกได้ว่าเป็น “นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค” ของโลกยุคโบราณก็ได้

ในอดีต ช่างเป่าแก้วที่นี่เปรียบเสมือน “นักโทษชั้นดี” เพราะรัฐบาลเวนิสหวงความลับเรื่องสูตรการทำแก้วคริสตัลมาก ช่างคนไหนพยายามหนีไปต่างแดนอาจถูกส่งมือสังหารตามไปเก็บ!

📍 ประวัติและความสำคัญ
(อ่านต่อ▼)

Murano เป็น “โรงงานผลิตแก้วที่ครองโลก”

ในสมัยก่อน “แก้วคริสตัล” คือของหายากและแพงยิ่งกว่าทอง ชาวมูราโน่คือกลุ่มเดียวในโลกที่กุมความลับการทำแก้วให้ใสสะอาดเหมือนคริสตัล (Cristallo) และการทำกระจกเงา กระจกมูราโน่หนึ่งบานในสมัยนั้นอาจมีราคาพอๆ กับเรือรบหนึ่งลำเลยทีเดียว

เวนิสผูกขาดการส่งออกกระจกและแก้วไปทั่วยุโรปและเอเชีย สร้างรายได้มหาศาลจนสามารถนำเงินมาสร้างเมืองเวนิสให้หรูหราได้ ความลับของการผสมสารเคมีเพื่อให้แก้วมีสีสันหรือใสแจ๋ว ถูกเก็บรักษาไว้ยิ่งกว่าชีวิต ใครที่พยายามหนีออกจากเกาะเพื่อไปเผยแพร่ความลับให้ต่างชาติ มีโทษถึง “ประหารชีวิต”

โรงงานผลิตแก้วอยู่บนเกาะ Murano เพราะอะไร

โรงงานแก้วต้องใช้เตาเผาที่ร้อนจัดตลอดเวลา เวนิสในสมัยนั้นบ้านเรือนส่วนใหญ่ยังเป็นไม้ ถ้าไฟไหม้โรงงานหนึ่งโรง อาจหมายถึงการเสียเมืองทั้งเมือง

และที่เหลือเชื่อคือ จะได้รวมช่างไปรวมกัน ทำให้รัฐบาลควบคุมตัวและป้องกันไม่ให้ความลับรั่วไหลได้ง่ายขึ้น ช่างเหล่านี้มีอภิสิทธิ์เหมือนขุนนาง (ลูกสาวแต่งงานกับตระกูลขุนนางได้) แต่ห้ามเดินทางออกนอกสาธารณรัฐเด็ดขาด


📍 Murano
(ดูรูปเพิ่ม▼)

Murano ต้องนั่งเรือไปเท่านั้น ไม่มีสะพานต่อไปถึงนะ

Murano เป็นอีกที่ที่ไม่อยากให้พลาดเด็ดขาด แม้เป็นเกาะเล็กๆ แต่มีอะไรให้ดูมากมายได้ทั้งวัน หักเวลาดูของแล้วไม่มีเวลาไปไหนได้หรอก แล้วคุณจะรัก Murano เหมือนพวกเรา

Murano เด่นเรื่องเป่าแก้ว สีสันต่างๆ สไตล์ที่ไม่เหมือนใคร เครื่องแก้ว ของตกแต่ง รับรองได้ว่า ต้องมีของติดมือกลับมาแน่นอน ไม่มีทางอดใจไหวแน่ๆ



Verona

แผนที่ Verona

วิดีโอ Verona เวนิสน้อยๆ

Verona เป็นเมืองที่มีเสน่ห์และสำคัญไม่แพ้เวนิสเลย ถ้าเปรียบเวนิสเป็น “เจ้าหญิงแห่งท้องทะเล” เวโรนาก็คือ “อัศวินแห่งภาคพื้นดิน” ที่คอยคุมเส้นทางการค้าสำคัญจากทางเหนือลงสู่ตอนกลางของอิตาลี

ถ้าไปเวนิสเพื่อดูความอัศจรรย์ของการสร้างเมืองบนน้ำ… ให้แวะไปเวโรนาเพื่อดูความเกรียงไกรของการสร้างเมืองบนหินและประวัติศาสตร์โรมัน

นั่งรถไฟจากเวนิสไปเวโรนาใช้เวลาเพียง 1.30 ชม. เท่านั้น

📍 จุดเช็คอินใน Verona
(อ่านต่อ▼)

◾ Verona Arena

นี่คือสนามกีฬาโรมันที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (สมบูรณ์กว่าโคลอสเซียมที่โรม)

ในช่วงฤดูร้อน (มิถุนายน–กันยายน) อารีน่าจะถูกเปลี่ยนเป็นโรงละครโอเปร่ากลางแจ้ง การได้นั่งฟังเพลงท่ามกลางบรรยากาศอายุ 2,000 ปีใต้แสงดาว เป็นประสบการณ์ที่หาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

Castel San Pietro (จุดชมวิวพาโนรามา)

สามารถขึ้น Funicular หรือเดินขึ้นไปบนเนินเขาเพื่อดูวิวเมืองเวโรนาทั้งเมืองจากมุมสูง จะเห็นแม่น้ำอาดิจิ (Adige) ไหลคดเคี้ยวโอบรอบเมืองเก่า เป็นจุดถ่ายรูปที่สวยที่สุดโดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ตกดิน

Casa di Giulietta (บ้านของจูเลียต)

แม้จะเป็นเรื่องแต่ง แต่ที่นี่คือจุดเช็กอินอันดับหนึ่ง นักท่องเที่ยวทั่วโลกยอมมาเบียดเสียดเพื่อดู “ระเบียง” ที่โรมิโอแอบปีนขึ้นไปหาจูเลียต

การลูบหน้าอกรูปหล่อทองแดงของจูเลียต (ตามความเชื่อว่าจะโชคดีเรื่องความรัก) และการเขียนจดหมายแปะผนังบอกเล่าความรักของตัวเอง

Ponte Scaligero (สะพานปราสาทเก่า)

สะพานอิฐสีแดงทรงป้อมปราการที่สร้างขึ้นในยุคกลาง (ศตวรรษที่ 14) ตัวสะพานมีรูปร่างแปลกตาและแข็งแกร่งมาก เป็นจุดเดินเล่นที่ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในยุคอัศวิน

📍 Verona
(ดูรูปเพิ่ม▼)

ที่นี่มีพิพิธภัณฑ์ หรือ โคลอสเซียมที่ไม่น้อยหน้ากรุงโรมเลย แต่ที่จี๊ชอบที่สุดคือจุดชมวิวแม่น้ำที่สวยราวกับภาพวาด

Verona เรียกชื่อเล่นๆได้ว่าเป็น Little Venice ก็ได้ เพราะเมื่อเหยียบเข้ามาแล้วจะรู้สึกเหมือนอยู่เวนิส ต่างกันแค่ไม่มีคลองเหมือนเวนิสเท่านั้นเอง Verona จะดูไฮโซกว่า เดินง่ายกว่า ไม่แคบเหมือนเวนิส



Milan

แผนที่ Duomo (Milan)

วิดีโอ Duomo โอ้โห Milano วันเดียวไม่พอ

Milan เมืองใหญ่อันดับสอง รองจาก Rome และถือว่าเป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดเมืองหนึ่งในยุโรป
ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่ง “ความมั่งคั่ง ดีไซน์ และศรัทธา

The Last Supper ภาพเขียนที่คนทั่วโลกยอมต่อคิวข้ามเดือน

Duomo di Milano มหาวิหารหินอ่อนที่สร้างนาน 600 ปี

เมืองหลวงแห่งแฟชั่น รวมแบรนด์เนมระดับไฮเอนด์ไว้ครบที่สุดในโลก

Duomo Cathedral
📍 Milan
(ดูรูปเพิ่ม▼)

Duomo Cathedral เป็นโบสถ์ที่สวยมากจริงๆ มีรถไฟใต้ดินโผล่ไปหลายจุด สถานี Duomo ไปง่ายสุดๆ เวลาน้อยก็ไปโฉบได้ โผล่หน้าจากสถานีก็เห็นเลย ห้ามพลาดเด็ดขาด แต่ต้องระวังสมบัติให้ดี เพราะคนเยอะมากๆ

Castello Sforzesco เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีภาพ The Last Supper อันโด่งดังของ Leonardo da Vinci

Castello Sforzesco

ภายในเขตของปราสาท Castello Sforzesco สามารถเดินเข้าไปได้ฟรี เป็นสวนกว้างใหญ่ แต่ถ้าจะเข้าพิพิธภัณฑ์ควรจองล่วงหน้า ซื้อแบบออนไลน์ไปก่อน เพราะอาจไม่ได้เข้าถ้าคนเยอะ (ควรจองล่วงหน้าเป็นเดือนๆในช่วงหน้าร้อน)

Castello Sforzesco

ถ้ามีเวลาแค่วันเดียว แค่เข้าชม Duomo กับ Castello Sforzesco คงได้แค่โฉบชม เพราะมิลานเป็นเมืองใหญ่ เดินเที่ยวในเมืองได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ คนเยอะ ของแยะ กว้างใหญ่ แต่ถ้าอยากเข้าพิพิธภัณฑ์ ควรมีเวลาประมาณ 2-3 วัน ถึงจะสมใจ แบบไม่ต้องโฉบ



Como

แผนที่ ใจกลางเมือง Como

วิดีโอ Como จุดเช็คอิน “รูปหัวใจ”

ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นทะเลสาบที่สวยและลึกอันดับต้นๆของโลก
เป็นสถานที่พักผ่อนของเหล่าคนดังระดับฮอลลีวูด
เมืองหลวงแห่ง “ผ้าไหม” Hermes, Chanel หรือ Dior ต่างก็สั่งซื้อผ้าไหมจากเมืองนี้
ถูกใช้เป็นฉากหลังในหนังฟอร์มยักษ์หลายเรื่อง บ้านเกิดของ Alessandro Volta ผู้คิดค้น “แบตเตอรี่” เครื่องแรกของโลก

ถ้าขึ้นไปจุดชมวิวจะเห็นทะเลสาบเป็นรูปหัวใจด้วยนะ

📍 Como ทะเลสาบรูปหัวใจ
(ดูรูปเพิ่ม▼)

คงไม่ต้องโฆษณามากสำหรับเมือง Como เพราะถ้าใครผ่านมาแถว Milan ยังไงก็ต้องมาเที่ยว Como ให้ได้ จริงๆแค่เฉพาะเดินเล่นในเมืองและรอบๆทะเลสาบ ถ้าเดินทางแบบไปกลับจากมิลาน แค่นี้ก็น่าจะหมดเวลาไปทั้งวันแล้ว แต่ถ้าถึงขั้นมาพักที่เมืองนี้ การล่องเรือระหว่างเมืองริมทะเลสาบ Como ก็เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจมาก

Como ยังมีเนินเขาสองด้าน ด้านหนึ่งมี Funicular ราคาไม่แพงด้วยนะ พอขึ้นไปถึงข้างบน จะมีวิวทะเลสาบโค้งเป็นเหมือนรูปหัวใจ เป็นจุดชมวิวที่น่ารักมาก หรือถ้าชอบเดินก็เดินต่อขึ้นไป Faro Voltiano ก็ได้ เป็นจุดชมวิวที่อยากให้ไปชมกัน

Faro Voltiano

Faro Voltiano


Lake Maggiore

แผนที่จากที่พักไป Lake Maggiore

วิดีโอ รีวิวที่พัก Cocquio-Trevisago

ที่พักของเราอยู่ที่เมือง Cocquio Trevisago ขึ้นรถไฟแป้บเดียวก็สามารถมาชมทะเลสาบ Lake Maggiore ได้แล้ว

แถวนี้ไม่ใช่ที่เที่ยวที่ต่างชาติอย่างเราจะดั้นด้นมา แต่เนื่องจากหาที่พักถูกที่สุดได้แถวนี้ แต่เมื่อมาอยู่แล้ว ถือว่าเป็นแถบที่น่าอยู่ไม่น้อยเลย มีทะเลสาบ ล่องเรือ เดินป่า ขึ้นเขา ในราคาที่พอจ่ายได้


ล่องเรือ Borromean Islands (Lake Maggiore)

แผนที่ เส้นทางเรือ Borromean Islands (Lake Maggiore)

วิดีโอ ล่องเรือแบบประหยัด Lake Maggiore

Lake Maggiore เป็นทะเลสาบที่ใหญ่มาก มาจากคำว่า Major พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในอิตาลี แต่ปลายด้านบนครอบคลุมไปถึงสวิตเซอร์แลนด์

Lake Maggioreในฝั่งอิตาลี จะมีเกาะยอดฮิต 3 เกาะ คือ Isola Madre, Isola Superiore และ Isola Bella เรียกรวมกันว่า “Borromean Islands” ซึ่งเป็นของตระกูลขุนนางที่ชื่อ “Borromeo” ซึ่งเข้ามาครอบครองและเนรมิตเกาะร้างให้กลายเป็นสวรรค์บนดินตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 และยังเป็นเจ้าของมาจนถึงปัจจุบัน

📍 Borromean Islands (Lake Maggiore)
(ดูรูปเพิ่ม▼)

กลุ่มเกาะทั้ง 3 นี้ (รวมถึงเกาะอื่นๆ ในบริเวณนั้น) เรียกรวมกันว่า “Borromean Islands” หรือในภาษาอิตาลีคือ Isole Borromee ครับ

กลุ่มเกาะนี้ตั้งอยู่ใน ทะเลสาบแมจโจเร (Lake Maggiore) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของทะเลสาบโคโม่ (ห่างจากมิลานไปไม่ไกลครับ) ความโด่งดังของกลุ่มเกาะนี้มาจากตระกูลขุนนางที่ชื่อ “Borromeo” ซึ่งเข้ามาครอบครองและเนรมิตเกาะร้างให้กลายเป็นสวรรค์บนดินตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 และยังเป็นเจ้าของมาจนถึงปัจจุบันครับ

นี่คือเอกลักษณ์ของแต่ละเกาะที่คุณเอ่ยถึงครับ:

1. Isola Bella “เกาะแห่งความสวยงาม”

เป็นเกาะที่ดังที่สุดและอลังการที่สุดฃ มี Palazzo Borromeo พระราชวังฤดูร้อนที่หรูหรามาก

สวนสไตล์บาโรกที่สร้างลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ 10 ชั้น มองดูเหมือนเรือลำใหญ่ที่ลอยอยู่กลางน้ำ

2. Isola Madre (ไอโซลา มาเดร) – “เกาะแม่”

เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่ม เน้นความสงบและธรรมชาติ บรรยากาศจะร่มรื่นและดูเป็นป่าเขตร้อน

3. Isola Superiore “เกาะชาวประมง”

เป็นหมู่บ้านชาวประมงโบราณ ทางเดินแคบๆ เต็มไปด้วยร้านอาหารท้องถิ่นที่เสิร์ฟปลาสดๆ จากทะเลสาบ เหมาะสำหรับการมาเดินเล่นทานมื้อเที่ยงที่สุดครับ เป็นเกาะเดียวในกลุ่มที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่จริงตลอดทั้งปี และ “ไม่ได้” เป็นของตระกูล Borromeo ทั้งเกาะ


ขึ้นเรือ hof on hof off ทั้งสามเกาะได้ จะมีค่าเข้าชมสถานที่ภายในด้วยเพราะเป็นสถานที่ส่วนบุคคล ถือว่าเป็น 3 เกาะยอดฮิตของนักท่องเที่ยว(แถวนั้น) เพราะคนเยอะมากๆ

แต่พวกเรางบน้อย ใช้วิธีซื้อตั๋วเรือแบบต้นทาง Laveno ปลายทาง Santa Caterina (ซึ่งเป็นที่เที่ยวยอดฮิตอีกที่หนึ่ง) โดยตามตารางเวลาเรือจะมีการไปต่อเรือตามท่าต่างๆ ทำให้ได้ขึ้นล่องเรือแบบเรือเมล์ในราคาไม่แพง แต่ก็ทำให้ไม่สามารถแวะตามเกาะต่างๆได้เพราะเวลาไม่พอ แต่ได้ล่องเรือชมวิวก็ถือว่าคุ้มแล้ว



Laveno-Mombello

แผนที่จุดชมวิว Poggio Sant’Elsa 

วิดีโอ กระเช้าแคปซูล Funivia

Laveno-Mombello เป็นชุมชมเมือง อยู่ตรงข้ามกับ Intra ของ Lake Maggiore

ฝั่ง Laveno-Mombello จะมี cable car แบบแคปซูลขึ้นเขา ราคาถูก แถมหวาดเสียว แต่วิวสวยมาก ข้างบนสามารถเดินป่าต่อไปได้อีกหลายเส้นทาง เห็นทั้งวิวเมือง และวิวทะเลสาบ คุ้มค่ามากๆ

📍 Laveno-Mombello (Lake Maggiore)
(ดูรูปเพิ่ม▼)

ขึ้นกระเช้าแคปซูลแบบหวาดเสียว ด้านบนวิวสวยสุดๆ คนไม่เยอะ เรียกว่าแทบไม่มีคนเลยก็ได้ เดินป่าต่อไปได้อีกหลายจุด เป็นสถานที่ที่ไม่ยอดฮิต แต่คุ้มค่ามากกับการเที่ยวใกล้ที่พัก

ภาพข้างล่างเป็นบริเวณใกล้ๆท่าเรือ Laveno และ สถานีรถไฟ Laveno-Mombello จะมีพื้นที่เดินรอบๆ พักผ่อน ชมพระอาทิตย์ตกได้ด้วย



Intra

แผนที่ Intra (Lake Maggiore)

วิดีโอ Intra (Lake Maggiore)

Intra เป็นเมืองเล็กๆมากๆ มีท่าเรือ Intra ที่มีความสำคัญ และมีคนมาขึ้นเรือเพื่อไปท่าอื่นๆ ใน Lake Maggiore ที่สวยงามมาก

ส่วนใหญ่อาจไม่เคยได้ยินชื่อ Lake Maggiore แต่จริงๆแล้วก็คือทะเลสาบเดียวกับที่มีเมือง Lugano และ Locarno ของสวิตเซอร์แลนด์อยู่ด้านบน แต่ Intra อยู่ในอิตาลี ถ้าล่องเรือขึ้นไปก็สามารถไปถึงสวิตเซอร์แลนด์ได้เลย เป็นอิตาลีที่มีความเหมือนสวิตเซอร์แลนด์มากๆ

📍 Intra (Lake Maggiore)
(ดูรูปเพิ่ม▼)

พวกเราอยู่ฝั่ง Laveno แค่นั่งเรือข้ามฝากไป Intra ก็ถึงแล้ว มีเรือทุกๆครึ่งชั่วโมงเลย กลางคืนดึกๆก็มี เพราะเขาขนรถยนต์ด้วย

แค่ได้เดินชมธรรมชาติ ปลดปล่อยพลัง ที่เที่ยวไม่ฮิตติดหูเรา แต่ก็สวยไม่แพ้ใคร



Lake of Varese

แผนที่ เดินไป Lake of Varese

วิดีโอ เข้าป่า + Lake of Varese

Lake Varese อาจไม่ใช่ที่เที่ยวยอดฮิต แต่พอดีอยู่ใกล้บ้านพักที่พวกเราอยู่ สามารถเดินมาพักผ่อนได้ ทำให้รู้สึกว่า ทุกที่เป็นที่เที่ยวได้ ที่พักผ่อนได้หมด

วันนี้ลองเดินเข้าป่า แต่ไม่มีวิว เลยเดินลงมาริมทะเลสาบดีกว่า อยากมีจักรยานขี่ชมวิวจังเลย

📍 Lake of Varese
(ดูรูปเพิ่ม▼)



สรุปค่าใช้จ่าย เที่ยวอิตาลี

  • ค่ากิน ค่าของใช้ 32,971 บาท
  • ค่าเดินทาง 14,426 บาท
  • ค่าเข้าสถานที่ 1,560 บาท
  • ค่าห้องพัก 78,840 บาท
  • ค่าซื้อของพิเศษ 468 บาท

รวมค่าใช้จ่าย 57 วัน 128,265 บาท (2 คน)

วิดีโอ สรุปค่าใช้จ่าย เที่ยว Italy 2 เดือน


รวมลิงค์วิดีโอ

Italy Apr-May 2022



❰ ย้อน : หน้ารวม < 2021 < กลับเข้าเชงเก้น

ไปต่อ : Geneva ❱